gift's profile•° ¤ * . . . ยั ง ไ ง ...PhotosBlogListsMore Tools Help

•° ¤ * . . . ยั ง ไ ง ก็ รั ก น ะ . . . * ¤ °•

°☆.·° ∴° 永 远 是 好 朋 友 ∴ °☆. ·°. . อ ย า ก ใ ห้ พ ว ก เ ร า เ ป็ น เ พื่ อ น กั น ต ล อ ด ไ ป . .
 
      
 
 
   

 

 

 

 

  counters 

  start 2007-11-09

 

  

 
  
 
 2008-03-01
 
北京生活
 !!开始!!
 
 
Get this widget | Track details | eSnips Social DNA

Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

gift LiuXin

Location
Photo 1 of 76

Weather

Loading...

Windows Media Player

11/11/2009

•°¤*ชวนกันไปเดินเล่น*¤°•

ตั้งแต่เปิดเรียนเทอมใหม่มา ผ่านไปแล้วสองเดือนกับอีกสิบวัน
สอบกลางภาควิชาจงเหอก็ผ่านไปแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่หก
สอบเสร็จปุบก็เที่ยวเลย
คะแนนออกมาแล้วจะมาอัพอีกที
เหมือนจะทำได้ แต่ไม่อยากคาดหวังมาก
กลัวแป้ก
 
วันเสาร์ที่2009-11-07
เพื่อนชาวต่างชาติชวนไปเดินเล่นในเมือง
เพราะเขาต้องทำงานส่งอ.
แต่ถึงแม้เราจะไม่ได้ลงวิชานั้น แต่เพื่อนชวนทั้งที จะปฏิเสธได้ไง
(อยากเที่ยวก็บอกมาเถอะไอ้กิฟนิ)
โดยเพื่อนเขาวางโปรแกรมกันไว้ว่าจะไป
什刹海,后海,旧鼓楼大街,胡同
เพื่อนร่วมเดินทางในวันนั้น
 
โดยเรานัดเจอกันที่มอ.ก่อน ตอนเก้าโมงเช้า
มีเพื่อนคนนึงสาย เขาก็โทรมาบอกเราว่าขอสายหน่อย เขาออกแล้วจะโทรบอกเราอีกที
เพราะเราอยู่ใกล้จุดนัดพบมาก
รอไปรอมา คำว่า"สายหน่อย" ของเขาก็ปาเข้าไปชม.นึง
ประมาณสิบโมงเราเลยโทรไปบอกเพื่อนว่าขอไม่ไปแล้วนะ ขี้เกียจละอะ
(แบบว่าเราไม่ต้องทำงานส่งอะไรด้วยไง)
เขาก็ตื้อๆ บอกอยากให้เราไปด้วยจริงๆ และรับรองว่าต้องสนุกมากแน่ๆ
เราก็นะ... ใจอ่อนอีกตรู
 
หลังจากนัดเจอนั่งรถไฟใต้ดินไปลงป้าย西四
เราก็จะเดินไปถนนเหวินจิ้งกัน
เป็นถนนที่ขึ้นชื่อเรื่อง老字号
(老字号คือยี่ห้อของจีนที่มีประวัติยาวนานและได้รับการยอมรับ)
หว่างทางที่เดินก็เจอร้านที่มีป้าย老字号(เหล่า จือ ฮ่าว) มากมาย
โปรแกรมนี้เพื่อนนำคร้าบ ไอ้กิฟมาแบบเอ๋อๆ
ที่ๆเขาจะไป เรียกไร หรือมีประวัติอะไร ไอ้กิฟไม่รู้เลยจริงๆ- -'''
 
สุดถนนเหวินจิ้ง คือจุดนี้ (คือที่ไหน ไม่รู้เหมือนกัน- -'''X)
หลังจากนั้นเราก็ย้อนกลับไปขึ้นรถเมล์กัน เพื่อไปต่อ什刹海
 
หลังจากลงรถเมล์ เดินไปเรื่อยๆ
หว่างทางเราเจอนกตัวนี้
สมัยก่อนแถวบ้านมีคนเลี้ยงนกพันธุ์นี้เหมือนกัน
เวลาเราเดินผ่านมัน มันจะร้อง "หวัดดี หวัดดี"
นกที่จีนนี่ก็พูดเหมือนกัน มันพูดว่า "กงสี่ฟาฉาย ฟาฉาย ฟาฉาย"
แปลว่า ร่ำรวย เงินไหลมาเทมา
พอเราดูมันจนหายอยากแล้ว ก็ชวนเพื่อนๆเดินกันต่อ
มันก็พูดว่า"บายบาย บายบาย"
เราก็เอิ่มมม...ฟังตูรู้เรื่องด้วยเว้ย
เราก็เลยตอบมันไป "ไจ้เจี้ยน" ก่อนพากันเดินต่อไป
 
ระหว่าทางก็มีแวะลองกินนู่นกินนี่ไปเรื่อยจนเริ่มมืดเราก็พากันเดินกลับ
ถนนเส้นนี้เราเดินไปเรื่อยๆก็จะเจอป้ายรถเมลล์
แต่พอดีไม่มีเบอร์ที่จะนั่งไปลงได้
เพื่อนเราก็เลยบอกว่านั่งไปลงป้ายใกล้ๆมอ.ก่อนแล้วค่อยต่อรถอีกที
แต่เพื่อนอีกคนก็บอกว่า ไปรถไฟใต้ดินกันเถอะใกล้ๆนี่เอง
เราก็เลยตกลงกันว่าไปรถไฟใต้ดิน
เดินตามเพื่อนคนที่เสนอความคิด
เดินไปได้สักครู่ใหญ่ เราก็คิดในใจ
"มีแน่หรอวะรถไฟใต้ดิน เดินมาสิบกว่านาทีแล้วเนี่ยะ"
เพื่อนอีกสองคนก็โอดโอย บ่นๆๆๆ
ไอ้คนบอกว่ามีก็ยังยืนยัน บอกว่า"ใกล้ถึงแล้ว ข้างหน้านี่ๆ"
สรุป เดินไปประมาณครึ่งชม. ถึง
- -''''
 
กลับมาปวดขาเลย และปวดขาต่อไปอีกสองวัน
โดยรวมทริปนี้ก็โอเค พอถูไถ
แต่ไม่ตื่นเต้น เพราะมีเพื่อนมาด้วย เอิ๊กๆๆๆ
 
 
 
CameraCameraCameraCameraCameraCameraCameraCamera
 
ช่วงนี้เกิดอารมณ์.....
อยากเลี้ยงสัตว์ขึ้นมาอีกแล้ว ฮือๆ
แต่ต้องอดทนๆๆ ห้ามใจๆ เพราะเรายังต้องเดินทางอยู่เรื่อยๆ
หมายมั่นมากว่าเรียนจบแล้ว ปักหลักแน่นอนก็จะหาสัตว์มาเลี้ยงสักตัว
ตอนนี้ดูๆชูก้าอยู่ เข้าเว็บหาข้อมูลยิ่งกว่าจะทำรายงานส่งเสียอีก - -''
(เอิ่ม...ได้ข่าวว่ากว่าจะเรียนจบก็อีกปีนึงนะ แก)
 
ขามันจะเดินไปตลาดฮวาเหนี่ยวให้ได้เลย
แต่ใจก็แบบกลัวไปตัวเปล่าๆ กลับมาจะตัวไม่เปล่า..(อย่าไปดีกว่า)
เอารูปเจ้ามี่มิมาดูก็คิดถึง
ตอนแรกเลี้ยงก็เป็นหนูแฮมสเตอร์อยู่หรอก
เลี้ยงไปเลี้ยงมากลายเป็นหมูแฮมฯได้ไงก็ไม่รู้ - -''
 
สองภาพนี้ตัวเดียวกันนะ
สีขนเปลี่ยน(ผลัดขน) อ้วนขึ้น(เหมือนเจ้าของเลยวะ)
แต่น่ารักไม่เปลี่ยนRed heart
ใช้ห้องน้ำเป็น ไม่เคยกัด
 
 
ภาพนี้เป็นคนจีนที่เราฝากเลี้ยง ถ่ายเจ้ามี่ไว้ก่อนมันจะตาย
ไม่โทษใครนอกจากตัวเอง ถ้าตอนนั้นเราไม่กลับไทย มันก็คงไม่จากไป
 
 

    

คลิปเจ้ามี่มิ ถ่ายไว้ตอนเด็กๆ สนุกบนความทุกข์ของเจ้ามี่จริงๆ

คือ เจ้ามี่มิมันจะเอาทิชชูเข้ากรงไปปูที่นอน

พอเรายื่นทิชูให้มันก็รีบยัดแก้มวิ่งเข้ากรง แต่เราปิดกรงไว้

มันก็หาทางเข้าใหญ่ แบบเฮ้ยไมเข้าไม่ได้ว้า เมื่อกี้ยังเข้าได้อยู่เลย

ก็ดูมันดิ เหยียบทิชชู่อยู่ ลื่นก็ลื่น แล้วมันจะคาบแล้วปีนเข้ากรงได้ไหมนิ- -''

พอเราเปิดกรงแต่ยังไม่ให้ทิชชูมันก็สำรวจเส้นทางก่อน

ว่าทางนี้ชัวร์ ปีนงี้เข้ากรงแน่ๆ

พอสำรวจทางแน่ชัด ก็วิ่งมาขอทิชชู ยื่นหน้ายื่นตา "ทิชชูของมี่อยู่ไหน เอาทิชชูของมานะ"

พอได้ทิชชูตามใจหวังของมี่แล้ว ไอ้กิฟปิดกรง อิอิ

สุดท้ายเอาเข้ากรงได้ก็จริง ..แต่ยังไงไอ้กิฟก็เอาออกอยู่ดี เลวจริงๆ อิอิ

เพราะถ้าทิ้งทิชชู่ไว้มันจะสกปรกง่าย น้ำลายเอย อาหารเอย- -'''

 

ถือซะว่าออกกำลังกายละกันนะหนูมี่ อิอิ

ยังไงก็รักนะคร้าบบบบบ

SnailSnailSnailSnailSnail

9/17/2009

•°¤*เขียนไรดีน้า*¤°•

ดองบล๊อกอีกแล้ว
ไม่รู้จะเขียนอะไร
ถ้าไม่นับที่ไปเที่ยวสวนผึ้งก็ไม่ได้ไปไหนเลยจริงๆ
ชีวิตซ้ำๆซากๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่เล้ย
 
หลังจากเดือนกรกฎา กลับไทยตั้งใจว่าจะช่วยงานที่บ้าน(ติ๊ต่างเอาว่าฝึกงาน เอิ๊กๆ)
และก็ได้ทำจริงๆ
อะไรก็รับได้ เสียอย่างเดียวยุงเยอะชิบ ขาลาย
 
เดือนตุลากลับปักกิ่ง
ถึงตอนนี้เปิดเรียนได้สองสัปดาห์แล้ว เวลาผ่านไปช้าจริงๆ
 
อยากปิดเทอมเร็วๆ กลับบ้าน ช่วยทำงาน
ช่วยม๊าทำกับข้าว กวาดบ้านถูบ้าน เวลา95%ยกให้ที่บ้านหมด
ยอมโดนใช้ทุกอย่าง พยายามใจเย็นกับทุกคนให้มากขึ้น
รู้สึกชีวิตมีประโยชน์มากขึ้น จากที่ไม่เป็นมาก่อน
 
ได้เห็นรอยยิ้มป๊าจากที่ไม่ค่อยเห็น
รับรู้ได้ว่าเขาดีใจที่เราพยายามทำให้ทุกอย่าง
สัมผัสได้ว่าเขายอมแลกเปลี่ยนความคิดกับเรามากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ไม่ทั้งหมด
พอมองย้อนไป รู้สึกว่าเราโตขึ้นอีกขั้นแล้วสินะ
โตขึ้น จากที่แต่ก่อน ถ้าโดนใช้กวาดบ้านเราจะบอกว่า "เดี๋ยว" และก็ลืมมันไป
โตขึ้น จากแต่ก่อน ถ้าโดนดุหรือพูดจาไม่ถูกหูเรา เราจะกระฟัดกระเฟียด หรือเถียงคอเป็นเอ็น
 
แต่ตอนนี้เรายอมทุกอย่าง ไม่ต้องใช้ เราจะพยายามทำให้
พูดอะไร เราก็ฟัง อาจจะบ่นกลับบ้าง แต่ก็ไม่เถียง
ยอมทุกอย่าง จากที่ไม่เคยยอมใคร
ใจขอเพียงอย่างเดียว
ขอให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ
 
เหมือนจะดูดี.. แต่เราก็ยังรู้สึกว่าเรายังโตไม่พอ
ไม่พอที่จะดูแลใคร
เมื่อไหร่จะโตกว่านี้ว้า...
 
 
หลังจากมองดูตัวเอง
ก็หันไปมองน้องชาย...ถอนหายใจเฮือกเลยกุ
เป้..
พูดมากก็ว่ากูจับผิด
อยากจะบอกประโยคเดียว
"โตสักทีเหอะว่ะ"
 
จะโทษม๊าก็ไม่ได้ที่เลี้ยงตามใจซะ..
จะโทษป๊าก็ไม่ได้ที่ทำแต่งาน ไม่ค่อยพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับลูก
เพราะเราเองก็ถูกเลี้ยงมาแบบนี้เหมือนกัน..จนเกือบจะคิดเองไม่เป็น
ก็ถือซะว่า มันยังเผชิญโลกมาน้อย
ไม่เคยได้ออกจากบ้านมาดูแลตัวเองเหมือนเรา
(แต่แมร่งเสือกออกจากบ้านไปแดกเหล้าเคล้านารีกับเพื่อน)
กูยังภาวนาขอให้ม๊ายอมส่งมึงไปเกณฑ์ทหาร
ไม่ใช่ไม่รักน้อง แต่อยากให้มึงโตขึ้นกว่านี้ มีความคิดมากกว่านี้ หัดดูแลตัวเองได้แล้ว
(เดี๋ยวแมร่งผ่านมาอ่าน หาว่ากูด่ามึงอีก)
กูรู้นะ ว่ากูพูดอะไรไป มึงก็คิดในแง่ลบตลอดแหละ
เข้าใจ วัยรุ่นแมร่ง "ฮอร์โมนต่อต้านครอบครัว" ยังเยอะอยู่
 
ก็ภาวนาขอให้มึงคิดได้ ก่อนที่ทุกสิ่งอย่างมันจะสายเกินไปแล้วกันว่ะ
 
"โตสักทีเหอะมึง"
 
(ไอ้เป้ มึงคงคิดว่า แล้วกูล่ะโตแล้วงั้นสิ.. ขอบอก ว่า "ไม่ กูก็ยังไม่โต...เหมือนมึง แต่กูกำลังพยายาม...")
 
 ด้วยรัก และปรารถนาดี จาก พี่สาวมึง
 
 
 
!!!หากเพื่อนอ่านผ่านมาตรงนี้ไม่ต้องตกใจ กิฟพูด "มึงกู" ...เพราะใช้กับน้องชายคนนี้เพียงคนดียวจ้า!!!
 
 
 
4/24/2009

•°¤*อาจารย์งี้ก็มีด้วย*¤°•

24/4/2009
 
วันศุกร์ โดดเรียนวิชาพูด มานั่งเล่นเน็ต
หลังจากสอบวิชาจงเหอ(85) กับวิชาภาษาจีนโบราณไปเรียบร้อย
และกำลังจะสอบวิชาไวยกรณ์ในอีกไม่นานนี้
เรามานินทาอ.ดีกว่า (ก๊ากกก)
 
อ.ที่ดีๆถูกใจเรา เราก็ปล่อยท่านไป อย่าเล่นของสูง
อ.ที่ดีๆแต่ไม่(ค่อย)ถูกใจเรา ก็มาพูดถึงนิดหน่อยด้วยความคนึงหา เอิ๊กๆ
(ไหนๆเราก็เลือกเรียนเอกครู พูดถึง(?)อาชีพในอนาคต(?)หน่อยคงไม่เป็นไร อิอิ)
 
อ.สอนวิชาไวยกรณ์จีนปีสามเทอมสอง (ที่เรากำลังจะสอบในไม่นานนี้)
ชื่ออ. .....ไม่รู้อะ(เลวจริง ลูกศิษย์ไรวะ)
หน้าตา.. ปากแหลม หน้าเหมือนแม่ซุเนโอะในโดราเอมอน
การสอน ก็ดี สอนรู้เรื่อง ยิ้มบ่อย พูดช้าเนิบๆ เหมือนจะใจดี
แต่ถ้าถามคำถามแกปุบ แกจะดูใจร้ายขึ้นมาทันที
 
 
ตย.เพื่อนเรา คนอินโดผู้หญิงชื่อ หลี่จิ้งฮุ่ย เธอเป็นนร.ที่ขยันมาก
แล้วมีวันนึงเธอถามอ.เรื่องไวยกรณ์นี่แหละ
แล้วอ.แกตอบว่า "คำถามน่าเบื่อ ไม่มีใครเขาขบคิดปัญหานี้หรอกนะ....."
ขนาดเราไม่ได้เป็นถาม แต่นั่งอยู่ข้างกัน ได้ยินเต็มๆ ยังอึ้งแทน ส่วนเธอยิ้มๆแล้วก็ค่ะๆ
 
 
ส่วนอีกราย
คนอินโดผู้ชายชื่อ อวี๋ซื่อเฉียง แกก็ถามอ.ประมาณว่า..
คำนี้ใช้ในประโยคแบบนี้ได้ไหม ผิดไวยกรณ์ไหม
อ.แกก็สวนว่า "เรื่องนี้ ฉันสอนเธอมาตลอดอาทิตย์นึงแล้ว ยังไม่เข้าใจหรอ แล้วคำนี้ใช้แบบนี้ได้หรอ"
"แล้วตกลงใช้แบบนี้ได้ไหมครับ" (ยังคงถามย้ำ)
อ. "ฉันถามเธอ เธอยังกล้าถามฉันกลับอีกหรอ"
ทั้งห้องหัวเราะ
แต่เรา "....................." 
 
สรุปอ.ไม่พูดออกมาว่า ได้ หรือไม่ได้
เพื่อนเราก็ไม่รู้ว่าเข้าใจไปหรือยัง...
แต่เราถ่องแท้ตั้งแต่อ.แกสวนกลับประโยคแรกแล้วคร้าบบบบ
 
แบบว่า...
เพื่อนก็กล้าถามกลับนะ.... ส่วนอ.ก็กล้าตอบนะ...
แต่ไม่ต้องห่วงเพื่อนเราคนนี้
จนปัจจุบันนี้มันยังคงยิงคำถามใส่อ.เรื่อยๆ และก็โดนอ.สวนกลับมาเรื่อยๆ ฮา
จนถึงขนาดว่า
"อวี๋ซื่อเฉียง เธอนี่ยังไม่แก่แต่ความจำปลาทองจริงๆ"
 
 
ส่วนเรา... เคยมีคำถามที่อยากรู้เหมือนกัน
อ.สอนว่า "XX" คำนี้ทำภาคแสดงไม่ได้นะ
หลังจากนั้นไม่นาน อ.ก็ยกตย.ประโยคขึ้นมา ซึ่งประโยคนั้นมีภาคแสดงเป็น คำ"XX"พอดี
เราก็อ้าววว ขัดแย้งกันเองนะคะครู หนูงง...
ไหนว่าใช้เป็นภาคแสดงไม่ได้ แล้วไมประโยคนี้เป็นภาคแสดง? เก็บคำถามไว้ในใจ...
ระหว่างพัก เราก็สองจิตสองใจ จะถามอ.ดี หรือไม่ถามดี...
หันไปถามคนนั่งข้างๆ คือหลี่จิ้งฮุ่ย เผื่อเธอจะรู้
สรุป เธอก็ไม่รู้ และอยากรู้คำตอบเหมือนกัน บอกให้เราไปถามอ.
 
เพื่อนๆลองคิดสิ ไอ้กิฟจะกล้าไหม
กล้า กด ตุ๊ด
ไม่กล้า กด ตุ๊ดตุ๊ด(?)
 
แต่บอกเลยว่า ถ้าโดนอ.สวนมา เพื่อนคนนี้คงรับไม่ได้
 
เคยได้ยินหลายคนพูดว่า อายครูไม่รู้วิชา..
แบบว่าขอโทษค่ะ ไม่ได้อาย แต่แบบว่า...
 
หรือ หลายคนพูดว่า ถามไปเถอะ ไม่ถามก็ไม่รู้นะ
ไอ้กิฟคนนี้ขอยอมไม่รู้ละกันคร้าบบบบบ
- -'''
 
 
แต่แต่แต่
อย่าเข้าใจผิดว่าอ.ท่านนี้ไม่ดีนะ
อ.ท่านดีค่ะ (แต่บอกไม่ถูกว่าอะไรดี รวมๆแล้วดีละกัน)
ตั้งใจสอน แนะนำหนังสือเสริมที่ควรอ่าน
เรียกว่าจริงใจกับนร. .....ข้อดีเยอะค่ะ
แต่ข้อเสียนี้บังเกือบมิด...
(แต่ยังไงหนูรักอ.นะคะ อิอิ)
 
- -''''
 
 
Don't tell anyone Don't tell anyone Don't tell anyone Don't tell anyone Don't tell anyone Don't tell anyone
 
3/22/2009

•°¤* อึน *¤°•

ไม่ได้อัพสเปซนาน
เพราะช่วงนี้ไม่ได้ไปเที่ยวไหนด้วยมั้ง เลยไม่มีไรจะเขียน
เปิดเทอมแล้ว... ชีวิตมีแต่เรียนกับเรียน
แต่ละวิชา สั่งงานเยอะขึ้นมาก
ไม่ได้เหนื่อยนะ คงจะเรียกว่าเหนื่อยไม่ได้ด้วย เพราะงานก็ไม่ทำส่งจะไปเหนื่อยได้ไง
 
แต่มัน "อึน"
 
สาเหตุของอาการ "อึน"
 
..ไม่รู้เหมือนกัน..
รู้แต่อาการเหมือนสมองไม่ปรอดโปร่ง
เหมือนว่าคิดอะไรไม่ออก สมองช้า
............เฮ้อ...............
 
 
เพราะไม่มีรู้จะเขียนอะไร และไม่มีอะไรจะเขียน
บอกแล้ว สมองไม่โปร่ง ก็อัพมันแค่นี้แหละ
 
ขอทิ้งความ "อึน" ไว้ในบล๊อกนี้ละกัน
สาดดดดดดดดดดดดดด(ด่าตัวเองค่ะ)
 
Snail
2/14/2009

•°¤*ร้านเมี่ยนอ้ายเมี่ยน*¤°•

ร้านอาหารญี่ปุ่น(แอ๊บจีน)เมี่ยนอ้ายเมี่ยน (面爱面)
 
เป็นร้านที่เน้นอาหารพวกเส้นเป็นหลัก แต่ก็มีข้าว
โดยส่วนตัวเคยกินร้านนี้สองครั้ง แต่ต่างสาขากัน
 

Photobucket

ในภาพเป็นร้านที่ตั้งอยู่ข้างตึกขายหนังสือ ตรงจงกวนชุน (图书大厦)

สาขานี้ร้านไม่ใหญ่ ถ้าตรงเฉียนเหมินจะร้านใหญ่มาก บรรยากาศดีกว่าเยอะ

  Photobucket

เมนู ทำดี มีทั้งภาพ ภาษาจีน ญี่ปุ่น และอังกฤษ

เมนูที่สั่งไปวันนั้น

辣啦渍饭 

ราคา 19 หยวน ( 110บาท )

 Photobucket

รสชาติจืด เผ็ด แต่หมูสับบนข้าวกับน้ำซุปที่ให้แยกมา เค็มมาก

เอาน้ำซุปผสม เลยมีรสชาติขึ้นมาหน่อย

ก่อนหน้านี้ที่กิน เคยสั่งอาหารคล้ายในรูป แต่เป็นรสต้มยำ

อันนั้นอร่อยเลย แต่อยากลองเปลี่ยนกินแบบอื่นบ้าง

(ราคา110 อย่าคิดว่าใต้ข้าวมีซ่อนเนื้อหรืออะไรนะ ไม่มี๊ไม่มี ทุกอย่างตามภาพที่เห็น กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก)

(แล้วอย่าคิดว่าข้าวเยอะ... ดูได้จากช้อน สามารถวัดระดับข้าวได้และภาพมุมขวาล่าง โบ๋ไปนิด เห็นพื้นชามและ)

 

 

ต่อด้วยของหวาน

น้ำแข็งใสยอดถั่วหลากสี ราดนมข้นหวานนิดหน่อย

(ที่บอกว่ายอดถั่ว เพราะถั่วมันอยู่แต่ยอดๆจริงๆงะ เอิ๊กๆ)

ราคา8 หยวน (45บาท)

 Photobucket

ลูกขาวๆเนื้อคล้ายไข่มุกบ้านเรา แต่ไข่มุกบ้านเราสีดำ

ถั่วเชื่อมและถั่วกวนร้านนี้ (ถั่วญี่ปุ่น) อร่อยมากกกกกกกกกก เคี้ยวถั่วเป็นถั่ว

และยกให้น้ำแข็งใสร้านนี้อยู่ในอันดับต้นๆของชาร์จที่ตัวเองลิสไว้เลยอะ(เพราะถั่วเลย)

(เสียดาย ร้านนี้ให้น้อยไปหน่อย)

(จริงๆรู้สึกมานานแล้วว่า ถั่วที่ราดพวกน้ำแข็งใสของที่จีน จะอร่อยกว่าไทยเยอะเลย)

 

โดยรวมแล้ว ชอบอาหารร้านนี้ อยากให้มาเปิดแถวมอ.อ่า(แต่ไม่มี ซิกๆ)

รสชาติใช้ได้เลย แต่ปริมาณอาหารน้อยไปนิดเมื่อเทียบกับราคา และเทียบกับร้านอื่นๆ

 

AutoAutoAutoAutoAutoAuto

 

•°¤*เต้าหู้เหม็น กับ แฮมเบอร์เกอร์(จีน)*¤°•

ฮะแฮ่ม...
หลายคนคงเคยได้ยินชื่อเจ้าเต้าหู้เหม็นกันบ้างแล้ว
(ก็ดังในจีนซะขนาดนี้)
ซึ่งในภาษาจีนก็ตรงตัวเป๊ะ "โช่วโต้ฟุ" (臭豆腐)
 
 ราคา 3.5 หยวน (ประมาณ 20บาท)
ร้านหน้าฝูจวงเก่า อู่เต้าโข่ว

Photobucket

ชื่อก็บอกอยู่แล้วเต้าหู้เหม็น เพราะมันเหม็นจริงๆงะ

คนจีนบางคนยังรับไม่ได้กับกลิ่นของมัน

แต่นั่นก็เป็นลักษณะเด่นของไอ้เจ้าเต้าหู้เหม็นนะ

"ดมแล้วเหม็น กินกลับหอม"

คนจีนเขาว่างั้น..

 

และวันนี้ก็ได้ลองกันสักที กับเจ้านี่

สาเหตุที่เต้าหู้เหม็นเพราะว่า เขานำเจ้าตู้มาหมักจนใกล้เน่านั่นเอง

พอคนมาซื้อ ก็นำไปทอด ราดน้ำจิ้มนิดหน่อยพอปะแล่มๆ

จากคำแรกที่กิน กรอบนอก เหลวในมาก (มันมากกว่านุ่มใน อิอิ) กัดทีควันร้อนฉุยๆเลย

เนื้อเต้าหู้ข้างในสีขาวจั๊ว เละๆ กินกับน้ำจิ้มที่เป็นพริกสีแดง เค็มๆ เผ็ดๆ

หรือจะกินกับน้ำจิ้มที่เป็นสีส้ม(สีคล้ายซอสพริกบ้านเราแต่ไม่ใช่) รสหวานๆ

จากที่เขาว่า "ดมแล้วเหม็น กินแล้วหอม" นั้น

พอกินดูแล้ว.. ก็เห็นด้วยตามนั้นแหละ

 

จริงๆที่กิน มันไม่ได้หอมหรอก แต่มันไม่เหม็นเหมือนกลิ่นอะ

 

ถ้าถามว่า แล้วจะซื้อกินอีกไหม

ขอตอบว่า ไม่...

 

ไม่ใช่ว่าไม่อร่อย แต่จากข้อมูลที่หาอ่าน มันมีโทษต่อร่างกาย ไม่ควรกินบ่อย

ประโยชน์ก็มี แต่โทษร้ายแรงกว่า... และรสชาติก็ไม่ได้อร่อยล้ำขนาดยอมพลีชีพได้ อิอิ

เพราะงั้น ขอบาย.....

 

(แต่ถ้าใครไม่เคยลอง อยากลองชิมสักครั้งสองครั้ง ก็ได้นะคะ เลือกร้านที่ดูแล้วสะอาดหน่อย กันท้องเสีย อิอิ)

Disappointed

 

 

เมนูที่สองของบล๊อกนี้ นำเสนอ..

"แฮมเบอร์เกอร์จีน"

ที่เรียกแบบนี้เพราะใกล้เคียงแฮมเบอร์เกอร์อะ (คิดเอง อิอิ)

หรือชื่อจีน หลี่จีโล่วปิ่ง "里脊肉饼"

 ราคา 3 หยวน ( 16บาท )

ร้านหน้าฝูจวงเก่า อู่เต้าโข่ว

Photobucket

เนื้อแป้งจะมีสองแบบ แบบทอด กับแบบธรรมดา ไม่ทอด

แป้งแบบทอดก็จะกรอบ เนื้อสีเหลืองทอง ถ้าไม่ทอด แป้งจะนิ่มๆ เนื้อแป้งสีขาว

(ในรูปเป็นแป้งแบบทอด สีเหลืองทองน่ากิน)

ไส้ตรงกลาง จะเป็นเนื้อไก่ชิ้นๆ

(บางร้านหมู บางร้านก็ไก่ แต่โดยทั่วไปจะเป็นหมู อยากชัวร์ถามคนขายเอา)

เอาเนื้อไก่มาคลุกเครื่องเทศ เครื่องปรุงต่างๆ รสชาติจะออกเค็มและ เผ็ดนิดๆ

มีผักสอดไส้มานิดหน่อย แค่นี้เอง...

แต่โดนส่วนตัว ชอบกินนะ  ยิ่งร้านไหนทำร้อนๆจะอร่อยกว่า

แต่ไม่ชอบตรงที่ กินลำบาก อ้าปากกว้างมาก (แต่ก็ยังซื้อกินบ่อยๆ อิอิ)

Confused

 

สุดท้าย หาซื้อไม่ได้จากที่ไหน ทำกินเอง...

  Photobucket

มันคือ...

ถั่วเขียวต้มผสมผงโอวันติน

(ถึงภาพจะชวนอ้วก แต่อย่าดูถูก.. มันอร่อยจนน่าแปลกใจ เพราะเพื่อนคนนี้ก็แปลกใจ อิอิ)

 

วิธีทำก็ง่ายมากเลย..

ต้มถั่วเขียวให้เสร็จก่อน เหมือนต้มถั่วเขียวทั่วไป

แต่อย่าใส่น้ำตาลเยอะ ใส่พอแค่หวานปะแล่มนิดๆ

ตักใส่ถ้วย และราดผงโอวันตินคนให้เข้ากัน ก็เสร็จพร้อมแด๊กได้ อิอิ

(ตอนทำใช้โอวันตินเย็น ครั้นชี่ แบบซอง ฉีกซองแล้วเทใส่ตามความต้องการเลย

ตอนกินจะมีข้าวพองรูปหัวใจ กรอบๆ )

(หรือเราจะเอาข้าวโพดต้มสุกที่แกะเป็นเม็ดๆแล้ว มาผสมคนให้เข้ากันแล้วกิน ก็อร่อยดีนะ)

 

ถ้าต้มถั่วเขียวใส่น้ำตาลเยอะ พอรวมกับผงโอวันตินจะหวานเกิน แต่ก็แล้วแต่คนชอบกินหวานมากน้อยต่างกัน

 

 

เพื่อนๆอาจจะคิด ไอ้กิฟแมร่ง ทำกินไปได้ไงวะ.. แต่ขอบอกนะว่า....

หากินเอง.. ตัวเองทำอะไรกิน ตัวเองก็กินได้หมดอะ

(อารมณ์ทำกินประทังชีวิตไปวันๆ ฮ่าๆๆ)

Sarcastic

 

•°¤*การลงวิชาเรียนที่BLCU*¤°•

วันนี้14 กุมภาพันธ์ 2552
 
วันลงทะเบียนของปีสามเทอมสอง กับปีสี่เทอมหนึ่ง
 
อันดับแรกกับเอกสารที่จำเป็นต้องเตรียมสำหรับขั้นตอนลงวิชาเรียนตอนเปิดภาคเรียน
 
1 พาสปอร์ตที่มีการต่อวีซาเรียบร้อยแล้ว
 
2  บัตรนักเรียน
 
3  สมุดประกัน
 
4  ใบแจ้งที่อยู่ของเรา
(สำหรับเด็กหอพักสิบเจ็ด จะเป็นใบสีเหลืองที่ทางหอพักออกให้ ถ้าไม่มีก็ไปขอที่เคาเตอร์ชั้นหนึ่ง) 
(สำหรับเด็กที่อยู่บ้านข้างนอก เป็นใบสีขาว ที่เจ้าของบ้านพาไปแจ้งที่สถานีตำรวจ ถ้าไม่มีให้ติดต่อเจ้าข้องบ้าน ดำเนินการด่วน)
(แต่ก่อนจะเรียกเจ้าของบ้านที่เราพักมาทำให้เรา เราก็ต้องเตรียมพาสปอร์ตที่ต่อวีซาเรียบร้อยแล้วให้เขาด้วยนะ)
 
 
 
เอกสารสี่อย่างนี้สำคัญมาก ต้องครบ ไม่งั้นก็เริ่มลงทะเบียนไม่ได้...
หลังจากที่เตรียมเอกสารครบสี่อย่างแล้ว ก็ตรงไปที่ชั้นหนึ่งของตึกอีฟูโหล (逸夫教学楼)
 ต่อคิว ยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่เช็ค
เมื่อเสร็จแล้ว เขาจะให้ใบสีขาวที่แจ้งชื่อและข้อมูลของเรา พร้อมเอกสารที่เรายื่นไปในตอนแรกคืนมา
 
ให้นำใบสีขาวที่มีชื่อเราไปตึกเรียนหนึ่ง (教一楼)
ตรงขึ้นไปชั้นสิบ จะแยกห้องสำหรับเด็กปีหนึ่งสอง กับสามสี่ไว้
 
ก็ตรงเข้าห้องของชั้นปีที่เราอยู่
ยื่นใบสีขาวที่ได้รับจากตึกอีฟูโหลให้อาจารย์
 
แล้วเราก็ยืนเกาะอาจารย์ตรงนั้นเพื่อลงวิชาเรียน
(หากขึ้นชั้นปีใหม่ของเทอมแรก อ.จะยื่นใบปลดล๊อกให้เราไปหาคอมฯลงวิชาเรียนเอง)
(หากเป็นเทอมสองของปีนั้นๆ อ.จะเป็นผู้ลงวิชาให้เราด้วยตัวอ.เองเลย บริการๆ)
 
((และช่วงขึ้นเทอมสอง หากเราต้องการจะเปลี่ยนวิชา ให้ต่อแถวอ.ผู้ชายที่แก่ๆเท่านั้น สำคัญมาก))
 
 
หลังจากที่เลือกวิชาเรียนเสร็จแล้ว เราก็ปรินซ์ใบรับหนังสือจากในเว็บออกมา แล้วก็ไปรับหนังสือ
เพียงแค่นี้เอง...
 
 
ส่วนสำหรับคนที่ต้องการเก็บหน่วยกิตเพิ่มจากวิชาที่ตกไป
หลังจากที่เราลงวิชาของเทอมนั้นๆเสร้จแล้ว
แนะนำให้ถามอ.ที่ลงวิชาเรียนให้เราเป็นปีๆไป
 
แต่โดยทั่วไป...
ก็แยกไปจ่ายเงินค่าเก็บหน่วยกิตอีกห้องนึง
แล้วเอาใบแจ้งว่าจ่ายแล้ว กลับมาหาอ.ที่ห้องเดิม แล้วก็เลือกวิชาที่จะเสริมหน่วยกิตไป
((หน่วยกิตละ 600หยวน))
 
 
 
 
สำหรับปีสามเทอมสองนี้...
 
เราลงไปเจ็ดวิชา ยี่สิบหน่วยกิต
(มอ.นี้จะบังคับเด็กที่เรียนปริญาตรีทุกคนต้องลง ยี่สิบหน่วยกิตต่อเทอม เหมือนๆกัน)
 
 Photobucket
 
หนังสือเรียนของปีสามเทอมสองเราลง..
 
มี 1  วิชารพูดสำนวนจีน (A Course in Chinese Colloquial Idioms ,口语习惯用语 )
 
2  วิชาพวกพื้นฐานการสอนของครู (技能教学)
 
3  วิชาจงเหอ (เน้นรวมฟัง พูด อ่าน เขียน ทำแบบฝึกหัด) (现代汉语高级教程 3下)
 
4  วิชาไวยกรณ์จีน (汉语语法教程)
 
5  วิชาภาษาจีนโบราณ (古代汉语)
 
6 วิชาดูและวิเคราะห์หนัง (ไม่รู้เป็นยังไง..ลองลงดู) (影视赏析)
 
7  วิชาประวัติวรรณกรรมจีนโบราณ (中国古代文学史)
 
จริงๆ วิชาที่เจ็ดไม่ค่อยอยากลงเท่าไหร่เลย... อยากลง "วิชาเลือกอ่านปรัชญาจีนที่มีชื่อ"หรือ "วรรณกรรมจีนร่วมสมัย"
แต่ทั้งสองตัวติดที่เวลา...เวลาชนกับตัวอื่น
เสียดาย...งะ
 
 
แล้ววันอังคาร 17 นี้ก็เปิดเรียนวันแรกแล้วงะ
 
ไฟท์ติ้ง!
 
นาฬิกานาฬิกานาฬิกานาฬิกานาฬิกานาฬิกา
 
2/4/2009

•°¤*Temple Fair@Beijing [2009_01_30]*¤°•

 
ไปเที่ยวมาอีกแล้วววววว
 
เมื่อวันศุกร์ที่30 มกราคม 2552
 
ที่สวนสาธารณะตี้ถาน(地坛公园)ในปักกิ่งมีจัดงานวัด(庙会)เนื่องในโอกาสเทศกาลตรุษจีนขึ้น
โดยจะจัดขึ้นในทุกๆปี และปีนี้ก็เป็นปีที่24แล้ว
 
งานจะเปิดให้ชมตั้งแต่เช้า8.00 จนถึงช่วงเย็น17.00 น
 
ค่าบัตรเข้างาน 10 หยวนต่อคน (เด็ก แก่ พิการ หรือแม้แต่นร.ก็ราคาเดียวกันหมด)
 
 地坛春节文化庙会 

Photobucket

หน้าประตูทางเข้า ซื้อบัตรผ่านประตู คนเยอะมากๆ

 พอผ่านประตูทางเข้าเข้ามาแล้ว ก็เดินตาม(ฝูง)คนเข้าไป

Photobucket

มีทั้งจีนและเทศ อิอิ (ถ่ายติดฝรั่ง)

 วันที่ไป อากาศไม่ค่อยดี อึมครึม ไม่มีแดด เลยทำให้อุณหภูมิยิ่งหนาวขึ้นอีก

ภาพที่ถ่ายออกมาก็เลยดูมืดๆ (ปรับแสงสุดๆแล้วนะนี)

Photobucket

ถ่ายบริเวณรอบๆงาน คนจะน้อย เพราะไปชุนนุมแถวที่ขายสินค้าเสียส่วนใหญ่

 

Photobucket

 ไม่ว่างานวัดไทยหรือจีน ก็มีการแสดงแบบนี้เหมือนกัน (แต่ของไทยไม่ค่อยเห็นแล้วเนอะ)

ต้องซื้อบัตรเข้าไปดูต่างหาก แล้วเราก็ไม่อยากเสียตัง เลยเก็บภาพรอบนอกมาให้ดูพอละกัน อิอิ

 

Photobucket

เดินเข้าไปส่วนกลางของสถานที่จัด ก็จะเป็นส่วนขายของเล่น

Photobucket

เป็นทางเดินยาว สองฝั่งตั้งร้านขายของ มีร้านหมวก ตุ๊กตา จิ๊กซอว์

ร้านประมูลภาพวาดพู่กันจีน เครื่องหนัก เยอะแยะมาก

 

จริงๆแล้วภายในงานพื้นที่กว้างมาก

และมีการแสดงต่างๆมากมายที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม ศิลปะพื้นบ้านของชาวจีน อาหารการกิน ชา ฯลฯ

แต่เราออกจากบ้านสาย เดินได้3ชม.กว่า งานก็จะปิดแล้ว(ห้าโมงเย็น)

ร้านค้าต่างๆเริ่มทยอยปิด ทุกคนต้องทยอยออก

สรุป เดินไม่ได้ครึ่งของงาน เอิ๊กๆ

 

แล้วเราก็ช๊อปฯได้ของฝากไม่กี่อย่าง (ไม่มีรูปเดี๋ยวไม่ตื่นเต้น อิอิ)

จิ๊กซอว์1,000ตัว 1 กล่อง

ภาพวาดพู่กันจีน 2 ม้วน 

โมเดลไม้เอาไว้ต่อเล่น 2ชุด (ต่อเสร็จเป็นเทียนถาน กับบ้านชาวจีน 3D) 

หมวก 1 ใบ

 

รูปเพิ่มเติม ดูในส่วนของแฟ้มเก็บรูปเลยจ้า

(ไม่ค่อยได้ถ่ายรูป มัวแต่เดินดูของเพลิน หนาวด้วย)

1/20/2009

•°¤*雍和宫 วัดลามะ [2009_01_20]*¤°•

 
หลังกลับจากฮาร์บิน
เราก็รีบไปไปต่อวีซ่า (เพราะมันใกล้หมดแล้ว เอิ๊กๆ)
แล้วรอผ่านไปอาทิตย์นึงค่อยไปรับพาสปอร์ตคืน
แล้วก็พอดีวันนี้ถึงกำหนดนัดให้ไปรับพาสปอร์ต
เราก็เลยถือโอกาสแวะเที่ยววัดลามะซะเลย (ใกล้ๆกัน)
 
แต่ก่อนจะอัพภาพวัดลามะ
ขอเขียนเกี่ยวกับเวลาช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาก่อนละกัน อิอิ...
(ดูว่ามันจะไร้สาระได้ขนาดไหน เหอๆ)
 
หลังจากไปทิ้งพาสปอร์ตไว้เพื่อต่อวีซาแล้ว
เราก็ว่างจัดไม่รู้จะทำไรดี
ก็เลยเอาหนังที่ซื้อไว้มานั่งดู
 
Photobucket
射雕英雄传 v.2008 (ชื่อไทย มังกรหยก?? หรือเปล่า?)
 
นักแสดงนำชาย 胡歌
นักแสดงนำหญิง 林仪晨
 
ปกติเป็นคนไม่ชอบดูหนังจีนกำลังภายใน
แต่เรื่องนี้ทำเอาบ้าไปเลย (สนุกมาก แนะนำ อิอิ)
พระเอกนิสัย บื้อๆทื่อๆ
นางเอกนิสัย ขี้เล่น ฉลาด ทันคน (น่ารักมาก)
 
ความยาวหนังประมาณ 50ตอน ดูตั้งแต่ตื่นนอนประมาณเที่ยง
ถึงเข้านอนประมาณตีสามตีสี่
สามวัน โหมหนักยิ่งกว่าอ่านหนังสือ เหอๆ
 
พอดูหนังหมด ก็อ่านนิยาย, ดูหนัง, รายการไต้หวัน ในเน้ต
หมดไปอีกสองวัน
 
สรุป ห้าวันติดไม่ออกจากบ้าน นับก้าวเดินไม่ถึงสองร้อยก้าว
แล้วก็มาสำนึกได้ว่า เฮ้ยแมร่ง ใช้ชีวิตได้โครตไร้สาระเลยอะ
แต่ก็เป็นห้าวันที่ผ่อนคลายมาก ไม่วุ่นวาย ไม่ต้องคิดอะไร(สมองฝ่อไปเลย)
 
พอวันที่หก (19-01-2552) เสบียงหมด+เบื่ออยู่บ้าน+คืนหนังสือ(นิยาย)ที่ห้องสมุด+จ่ายค่าแก๊ส
เลยออกไปหาข้าวกินข้างนอก
 
หิวมาก แล้วอารมณ์แบบ "โหย อยากกินเกี๊ยวร้านป้าวะ"
(เด็กไทยบีแอลซียู น่าจะรู้จักกันทุกคน อิอิ)
 
พอไปถึง ร้านปิดทำความสะอาด... - -'''
(เดินผ่านร้านหม่าล่า ก็ปิดอีก)
 
เราก็ โอเค ไม่เป็นไร ไปคืนหนังสือก่อนเดี๋ยวหาแวะร้านไดมอนแทน
พอไปถึงห้องสมุด มีป้ายแปะไว้ "เปิดทำการ บ่ายสองครึ่ง"
ดูนาฬิกา ยังไม่บ่ายสองเลย
 
เลยตัดสินใจเดินไปร้านไดมอนกินข้าว(หิวมากกกกก) กะว่ากินเสร็จก็พอดี ห้องสมุดเปิด
ไปถึงหน้าร้าน... ป้ายแปะว่า "ปิดช่วงฤดูหนาว เปิดร้านเดือนกุมพา"
 
เราก็เดินต่อไปอีกนิดเพื่อจะดูว่าโรงอาหารมอ.เปิดไหม(แต่ก็คิดไว้ว่าน่าจะปิด)... แล้วมันก็ปิดจริงๆ
อารมณ์เซ็งมากมาย จะมีอะไรให้กุกินบ้างเนี่ยะ
 
เดินไปซุ้มที่ขายขนม สองซุ้ม ก็ปิดหมด
 
เลยเดินต่อไป.. จ่ายค่าแก๊ส จ่ายเสร็จ
ก็คิดว่าจะไปกินข้าวร้านไหนวะ เดินไปฮว๋าเหลียน(ชื่อห้าง)หาไรกินเลยดีกว่า หนังสือคืนวันหลังละกัน
(ตอนแรกกะว่าทำธุระอะไรเสร็จก็จะไปฮว๋าเหลียนหาซื้อเสบียงที่นั่นอยู่แล้ว)
 
แต่เดินไปหน่อยนึง ตระหนักได้ว่า ตัวเองลากสังขารไปไม่หวแน่นอน หิวโครตๆไม่มีแรงเดิน
เลยมุ่งหน้าไปฮุ่ยอี้จงซิน ร้านอาหารที่ใกล้ธนาคารที่เรามาจ่ายค่าแก๊สที่สุด
แต่เหมือนสวรรค์แกล้ง มันดันปิดอีก - -''' ร้านขนมในนั้นก็ไม่ขายอีก เง้อ
 
ไม่มีทางเลือก ตัดสินใจเดินกลับ กะว่าไปฮว๋าเหลียนแทนก็ได้ฟระ แมร่ง
 
เดินได้สิบห้านาที ใกล้ตึกสิบเจ็ด โทรหาพี่ก่อง ขอเมนูข้าวด่วน 
(ถ้าไปกินที่ฮว๋าเหลียนต้องเดินอีก สิบนาที คิดๆ โอย ไม่ไหววะ จะเป็นลม เหอๆ)
 
สุดท้ายก็โทรสั่งข้าวมากิน นั่งกินที่ห้องพี่ก่อง รอดตายT_T
(ถ้าทนไหวจริงๆ ก็ไม่อยากรบกวนนะคะพี่ แต่มันทนไม่ไหวแล้วง่า - -')
 
 สรุปวันนั้น ได้รู้ซึ้งว่า " มีเงินกินข้าว แต่ไม่มีข้าวกิน มันแสนจะทรมาน "
และเหตุนี้ ก็อาจจะทำให้ปิดเทอมฤดูหนาวปีหน้า วางแผนว่าจะกลับไทย เหอๆ
 
 
 
PizzaPizzaPizzaPizzaPizzaPizza
 
雍和宫 วัดลามะ [2009_01_20]
 
ประวัติโดยคร่าวๆของวัดลามะ
ในสมัยก่อน 雍和宫 เป็นวัง แต่ในปี1744ได้ถูกเปลี่ยนเป็นวัด
และหลังคาของวัดลามะแห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง เมื่อจักรพรด์หย่งเจิ้งสิ้นพระชนม์
 
แผนผังวัดลามะ สังเกตุว่า จะเป็นทางยาวเข้าไป และแบ่งเป็นชั้นๆ (5ชั้น)
หากขีดเส้นตรงกลางก็จะแบ่งสองฝั่งได้เท่ากันพอดีเป๊ะๆ
( สถานที่อื่นของจีน ไม่ว่าจะเป็น กู้กง เทียนอันเหมิน จะถูกเน้นจัดแบ่งสองฝั่งเท่ากันหมด )
 
Photobucket
 
 
ที่ขายบัตรผ่านประตู
บัตรผ่าน 25หยวน (ถ้าแสดงบัตรนร.ได้ลดครึ่งนึง)
เวลาเปิดให้เข้าชม 9:00-16:30น.
 
 Photobucket
บัตรไฮโซงะ ไม่ใช่กระดาษธรรมดา แต่คล้ายซีดีแผ่นเล็ก ใช้สแกนบาร์โค้ดเวลาเข้า (ลืมถ่ายบัตรมาให้ดู เหอๆ)
 
 Photobucket
สแกนบัตรเสร็จ ผ่านเข้ามาจะเป็นทางเดินยาว ต้นไม้สูงวางขนาบสองข้างทาง
(ถ้ามาฤดูใบไม้ผลิ ก็จะเขียวร่มรื่น ฤดูใบไม้ร่วงก็จะสีเหลืองอร่าม แต่พอดีเรามาฤดูหนาว กิ่งก้านแห้งๆไร้ความชุ่มชื่นแบบนี้แหละ)
 
 
 
ถึงละ ประตูสีแดงที่ว่า.. ประตูเจาไท่ (昭泰门)
 
Photobucket
 
 
 
เมื่อเดินผ่านประตู昭泰门เข้ามาแล้ว ก็จะพบประตูยงเหอ (雍和门)
สถานที่สักการะด่านแรก 
 
 Photobucket
นักท่องเที่ยวค่อนข้างบางตา
จะมีคนจีนที่มาไหว้พระ กับนักท่องเที่ยวต่างชาตินิดหน่อย (เจอทัวร์คนไทยด้วย อิอิ)
 
 
 
ฝั่งซ้ายกับขวาของ雍和门 จะเป็นศาลาในรูปด้านล่าง
(สองฝั่งเหมือนกัน แต่ในภาพเป็นฝั่งซ้ายมือ)
西碑亭
Photobucket
 
 
 
เมื่อเดินทะลุ雍和门เข้าไปจะพบกับกระถางธูปโบราณ
สร้างขึ้นในปีค.ศ.1747 และใช้เฉพาะกับจักพรรดิ์(สมัยราชวงศ์ชิง)เมื่อมาไหว้พระที่วัดแห่งนี้
และมีแค่สองอันในประเทศจีนเท่านั้น อีกอันตั้งอยู่ในกู้กง 
钢鼎 和 四体碑文亭
Photobucket
จะมีป้ายแปะว่า ห้ามโยนเหรียญ แต่คนจีนก็ยังโยนกันใหญ่ เหอๆ
 
 
 
หลังจากที่เดินเข้าไปอีก ก็จะเป็น
雍和宫殿
Photobucket
  จะมีพระพุทธรูปวางไว้ห้าองค์(?ถ้าจะไม่ผิด?)
แต่ละองค์จะคล้ายๆในรูปด้านล่าง
พระใน雍和宫殿
 Photobucket
(จริงๆในส่วนของที่เก็บพระพุทธรูปต่างๆ เขาห้ามถ่ายรูป แต่เราแอบถ่าย คงไม่เป็นไร..เหอๆ)
 
 
 
  เมื่อเดินลึกเข้าไปจะพบ.. หย่งโยว่เตี้ยน
永佑殿
 Photobucket
เป็นทีพักของจักพรรดิ๋หย่งเจิ้งก่อนที่จะขึ้นครองราช
 
 
 
ส่วนภาพด้านล่าง ไม่รู้ชื่ออะ
แต่เห็นคนจีนเขาเอามือหมุนเหล็กตรงกลางไปตามเข็มนาฬิกา
คิดว่าน่าจะขอพร?? (ไปหาข้อมูลแล้วจะเอามาลงอีกที)
 Photobucket
 
 
 
เมื่อเดินลึกเข้าไปอีกจะเป็น ฝ่าหลุนเตี้ยน
法轮殿
ตรงกลางเป็นรูปปั้นของผู้ก่อตั้ง(ชื่อ จงกาปา 宗喀巴) ลัทธิหมวกเหลือง (ชื่อไทยไม่ชัวร์ แต่ชื่อจีน黄教)
(เพราะว่าลามะในลัทธินี้ จะใส่หมวกสีเหลืองที่มีรูปทรงอย่างในรูปปั้นใส่อะ) 
รูปปั้นของท่านจงกาปา (- -') เป็นสีทองอร่าม สูง6.1เมตร
Photobucket
และสองฝั่งของรูปปั้น ซ้ายขวาจะเป็นที่นั่งสวดมนต์ของลามะ
มีโคมไฟกับที่นั่งสีแดงเรียงเป็นแถวยาว
โดยลามะจะนั่งบนเบาะสีแดง และสวดมนต์ทุกเช้าและเย็นของทุกวันอย่างพร้อมเพรียง (ข้อมูลจากหนังสือ)
 
 
 
พระพุทธรูป(พระอรหัน)ใน万福阁
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรมาดูในวัดลามะแห่งนี้(มาแล้วไม่ดู ถือว่ามาไม่ถึง) 
Photobucket 
พระพุทธรูป(อรหัน)ที่ถูกแกะสลักจากไม้เพียงชิ้นเดียว มีความสูงทั้งสิ้น26เมตร แต่ถูกฝักไว้ใต้ดิน8เมตร
โผล่พ้นพื้นดิน18เมตร กว้าง 8เมตร น้ำหนัก100ตัน
โดยที่ตัวท่านจะมี ทอง เงิน ทองแดง เหล็ก และดีบุก แร่ทั้งห้าชนิดทาเคลือบไว้? (ไม่ชัวร์)
ไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งในสามสิ่งที่ควรมาดูในวัดลามะแล้ว ยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกสิ่งหนึ่งในเมืองจีนด้วย
และมือของรูปแกะสลัก
ข้างขวาที่ตั้งขึ้น หมายถึง พระพุทธสามารถขจัดทุกข์ของสรรพสิ่งได้
ข้างซ้ายที่น้อมลง หมายถึง พระพุทธสามารถทำให้สิ่งปรารถของสรรสิ่งเติมเต็มได้
 
 
 
(จริงๆในวัดลามะจะมีป้ายห้ามถ่ายรูปเยอะมาก เราก็นะ... ด้วยความว่องไว ได้ภาพในที่ไม่ควรได้มาหลายภาพ
เดี๋ยวกลับไทยต้องไปทำบุญล้างบาปหน่อยแล้ว เหอๆ)
 
 
ส่วนที่เหลือก็เป็นรูปวิวในวัดลามะ
เพราะไปคนเดียว ไม่มีเพื่อนไป เลยไม่มีรูปตัวเอง จะตั้งถ่ายก็เขิล เอิ๊กๆ
Photobucket 
รูปนี้จะถ่ายให้ติดพระลามะ
ลามะบางคนผ้าผูกเอวเป็นสีเหลือง บางคนก็สีแดงแบบในรูป (ไม่รู้แตกกต่างยังไง?)
 
 
 Photobucket
คนจีน ตั้งหน้าตั้งตาไหว้กันใหญ่เลยอะ ส่วนเรา... ยกมือปะหลกๆสามที- -'''
 
 
Photobucket
วัดเขาดูโอ่อ่ากว่าวัดไทยเยอะเลย วัดไทยน่ากลัว เอิ๊กๆ
 
 
Photobucket
นักท่องเที่ยวบางตา... ดี ชอบ
 
 ข้อมูลวัดลามะในเว็บนี้แปลมาจากหนังสือกับในเน็ต หากมีข้อมูลที่ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
 
อิอิ
 
 
แล้วแถววัดลามะก็มีร้านอาหารให้เลือกเยอะเหมือนกัน
แต่ร้านที่จะแนะนำคือ ร้านติ่มซำที่ขึ้นชื่อ
 
ร้านจินติ่งซวน (金鼎轩)
 
Photobucket
 
 
 บรรยากาศในร้าน
 

Photobucket

ที่ร้านนี้มีตั้งแต่ของว่างไปจนถึงอาหารหลัก

และคนส่วนใหญ่ที่มาร้านนี้จะเน้นกินพวกติ่มซำ กับของว่างส่วนใหญ่ เพราะเขาขึ้นชื่ออะ (หรือเปล่า? อิอิ)

แต่วันนั้นที่ไป แบบว่าหิวมาก ก็เลยสั่ง烧鸭汤粉มากิน (เน้นอิ่ม)

ราคา 28หยวน (ถ้าจำไม่ผิด)

  Photobucket
 

เส้นเหมือนเส้นใหญ่บ้านเรา มีเนื้อเป็ดกับผักนิดหน่อย

รสชาติ จืดดดดดสนิท (ต้องขอซิอิ๊วเขามาใส่อะ)

 
ตามด้วย 北方蔬蒸饺 ราคา 7หยวน (ไม่ชัวร์ เพราะลืมจดราคามา)
 
 Photobucket
 
เป็นเกี๊ยวนึ่งไส้ผักตามแบบฉบับของชาวเหนือ อิอิ
ผักสมชื่อ แค่กัดคำแรกก็.... ผัก(จืด)
(แต่ซิอิ๊วช่วยได้เสมอ)
(รสชาติสู้เกี๊ยวร้านป้าราคา4.5หยวนไม่ได้อะ)
 
 
เกี๊ยวจีน กับเกี๊ยวญี่ปุ่นจะไม่เหมือนตรงที่ เกี๊ยวจีน แป้งจะหนากว่าเกี๊ยวญี่ปุ่น
(เน้นเพื่อพลังงาน ฮ่าๆๆๆ)
 
 
CameraCameraCameraCameraCameraCamera

1/13/2009

•°¤*Harbin[2009_01_08-12]*¤°•

เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ
แปบๆเราก็จากฮาร์บินกลับมาอยู่ปักกิ่งละ Y_Y
 
ทัวร์ฮาร์บินที่ทางBLCUจัดขึ้น
พานศ.ต่างชาติไปเที่ยว(校游)เริ่มต้นการเดินทางที่สี่แยกหน้าตึกห้องสมุด
 
2009/01/08 _ 18:45
นร.เริ่มทยอยมาตามเวลาและสถานที่ที่อ.นัด
 
2009/01/08 _ 19:00
นร.นำสัมพาระขึ้นรถบัส และเริ่มเดินทางไปท่ารถไฟของเมืองปักกิ่ง
 
2009/01/08 _ 21:30
รถไฟ ปักกิ่ง-ฮาร์บิน ออกจากท่า มุ่งหน้าสู่ฮาร์บิน
และนร.ต้องนอนบนรถไฟหนึ่งคืน
 
2009/01/09 _  07:45
ผู้โดยสารเริ่มตื่นมาล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมตัว เพราะจะถึงฮาร์บินในช่วงเวลา08:45
 

Photobucket

ภาพ : หน้าต่างบนรถไฟ กระจกด้านในมีน้ำแข็งเกาะ (ไม่ใช่ในตู้เย็นนะ อิอิ)

2009/01/09 _  10:00
ถึงฮาร์บิน มุ่งหน้าสู่โรงแรมเพื่อเก็บสัมพาระต่างๆ
 
2009/01/09 _ 13:00
หลังจากทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว สถานที่แรกที่เราไปกันก็คือ..
สวนเสือของฮาร์บิน (哈尔滨,东北虎园)
 
 Photobucket
ภาพ : จะให้นั่งรถตู้เข้าไปดู คล้ายสวนสัตว์เปิดบ้านเรา
 
 

Photobucket

เพราะอากาศที่นี่ติดลบ20 เสือที่นี่เลยจะอ้วนมาก และขนแน่นดูนุ่มๆ อิอิ

และสิ่งที่ขึ้นชื่อของสวนสัตว์แห่งนี้ก็คือ..

 น้องเสือขาวของเรานั่นเอง... (ดูท่าดิ เหมือนแมวกวักเลยอะ ฮ่าๆๆๆ )

Photobucket

 

2009/01/09 _ 15:15

หลังจากที่เราชมเสือกันเสร็จแล้ว ก็นั่งรถต่อมายังสถานที่ท่องเที่ยวที่2

เกาะพระอาทิตย์ (太阳岛,雪雕)

 Photobucket

ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงเรื่องแกะสลักหิมะในโลกเลยทีเดียว

ซึ่งในแต่ละปี ก็จะมีนักแกะสลักหิมะจากทั่วโลกมาแกะกันที่นี่

และรูปหิมะที่สลักในแต่ละปีก็จะแตกต่างกันไปด้วย

 Photobucket

กว่าจะแกะสลักเจ้าตัวนี้จากหิมะก้อนสี่เหลี่ยมได้ จะใช้เวลากี่ชม.กันเนี่ยะ - -''

 Photobucket

ลักษณะหิมะที่แกะเสร็จแล้ว มีตั้งแต่การ์ตูนสำหรับเด็ก ไปจนถึงรูปอาร์ตมากจนดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร

แต่ก็นับถือคนแกะสลักมาก เพราะต้องทนกับอากาศที่หนาวจัดทั้งวันแบบนี้ สุดยอด!

(ผ้าพันคอ อภินันทนาการจากอุ่มอุ๊ม กับบุ่มบุ๊ม แตงค์นะจ๊ะ อิอิ)

 Photobucket

ภาพนี้ไม่ต้องบอกก็คงดูกันออกว่าเป็นรูปอะไร อิอิ

เศษหิมะที่แกะออกมา กองสูงท่วมหัว แต่สักพักก็จะมีรถมาขนเศษหิมะพวกนี้ออกไปทิ้ง

(เพราะมันไม่ละลาย เอิ๊กๆ)

Photobucket

หนาวขนาดไหนคิดดู.. ไอน้ำที่เราหายใจออกมา เกาะขนคิ้วแล้วแข็งเป็นน้ำแข็งงะ- -'''''

 Photobucket

 

2009/01/09 _ 19:15

หลังจากทานมื้อเย็นกันเสร็จ เราก็เดินหน้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อแห่งที่ 3

เมืองน้ำแข็ง (冰雪大世界,冰灯)

จะเปิดให้เข้าชมช่วงเย็นไปถึงดึกในละวัน

 Photobucket

จริงๆไม่ค่อยแน่ใจว่าชื่อไทยเรียกว่าอะไร เหอๆ

ดูแล้วเหมือนสวนสนุก ข้างในก้อนน้ำแข็งจะมีหลอดไฟอยู่

ถ้าขึ้นไปบนบ้านที่จากก้อนน้ำแข็งให้ระวังลื่นมากๆ ขนาดเราเองระวังแล้ว ยังเกือบลื่นตั้งหลายครั้ง

ยิ่งถ้าผู้สูงอายุ ต้องระวังสุดๆ อาจลื่นล้มเป็นอันตรายได้

พยายามเหยียบบนหิมะ อย่าเหยียบบนก้อนน้ำแข็งโดยตรง

 Photobucket

โดนส่วนตัวรู้สึกที่นี่หนาวที่สุดในทัวร์ครั้งนี้

คงเพราะเป็นตอนมืด และใส่กางเกงแค่ 2ชั้น (ในลองจอน นอกยีนส์ )

หนาวแบบขาแข็ง ยกขาไม่ได้ ปวดกระดูกเลยอะ

แนะนำถ้าใครจะมาก็เตรียมความพร้อมมาให้ดีๆ

ถุงมือ ถุงเท้าหนาๆ ผ้าพันคอ หมวกที่ปิดหู ลองจอน

เสื้อกันลม(ขนเป็ดก็ดี ไม่เป็ดก็ได้)  ผ้าปิดปาก(มีก็ดี ไม่มีก็ได้)

 Photobucket

นอกจากเดินดู ถ่ายรูป ก็ยังมีเกมให้เล่นฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่เสียแรง อิอิ

ในภาพ พื้นเป็นน้ำแข็งไม่ใช่หิมะ เพราะงั้นเวลาเดินจะลื่นมาก ต้องระวัง

แต่พอไปนั่งเก้าอี้ที่เขาให้เล่น อย่าคิดว่ามันลื่นนะ จะไปข้างหน้าทีต้องใช้แรงแขนมากเลย

(หรือตัวเราหนักวะ เหอๆ)

 Photobucket

糖葫芦 ผลไม้เคลือบน้ำตาล ไม่รู้อร่อยไหม แต่รู้อย่างนึงว่ามันแข็งมาก

Photobucket

สาเหตุที่ว่า ทำไมเมืองน้ำแข็งถึงเปิดแต่เวลากลางคืน เพราะกลางวันเป็นแบบนี้...

จริงๆก็ไม่ใช่ไม่สวยนะ... แต่มันดู.... สวยแบบวังเวงอะ

 

 

2009/01/10 _ 08:00

ออกเดินทางจากโรมแรมไปกินข้าวเช้า ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ลานสกีฝึกหัด อิอิ

เพราะว่าลานสกีอยู่ห่างจากตัวเมืองฮาร์บินออกไป และอยู่ในเขา การเดินทางลำบาก

ทำให้ใช้เวลานั่งรถนานมากกกก เลยต้องตื่นเช้า ออกเร็ว เพื่อจะได้เล่นนานๆ อิอิ

 

 2009/01/10 _ 11:00

Photobucket

มาถึงลานสกี เราก็นั่งรถม้าลากตากหิมะเล่นๆ นั่งไปนั่งกลับ ไม่มีอะไร

   

ช่วงเช้า หลังจากนั่งรถม้าลากเสร็จ เราก็ไปเล่นสกีแบบนั่ง แต่แบบว่า...

เล่นเพลินอะ.. เขาเลยลืมถ่ายรูป

(จริงๆไม่สนใจจะถ่าย เพราะเล่นติดลม ฮ่าๆๆ)

ช่วงบ่ายหลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ ก็เล่นสกีแบบตั้งไข่ ฮ่าๆๆๆๆ

(อาจไม่เข้าใจมุกเรา หมายถึง เล่นไปล้มไปนั่นเอง อิอิ)

 Photobucket

 

ตอนแรกเราเป็นคนที่มีปัญหากับรองเท้ามากที่สุด เวลาจะให้รองเท้าติดกับไม้

ต้องให้ลงล๊อก ไม่งั้นรองเท้าก็จะไม่ติดกับแผ่นไม้ (ยัดหัว แล้วเหยียบ)

แต่สุดท้าย เราเป็นคนที่ถอดกับใส่รองเท้าคล่องสุด

เพราะ...

ด้านข้างของสนามจะมีเครื่องที่พานักเล่นสกีขึ้นไปบนยอดโดยไม่ต้องถอดไม้แยกกับรองเท้า

แต่หลังจากที่เราใช้เครื่องนั้นแล้ว มันน่ากลัวมากกกกกก(โครตๆอะ)

เราก็เลยต้องแยกไม้กับรองเท้าแล้วแบกไม้เดินขึ้นเขาแทน

ถึงจะเหนื่อย(โครต) ขนาดที่ว่าขึ้นไปถึงจุดที่เราต้องการจะสไลด์ลงมา ต้องขอพักหายใจก่อนชั่วครู่ใหญ่เลยอะ

เพราะเหตุนี้แหละ เราเลยคล่องเรื่องถอดไม้กับใส่ไม้ไปเลย เหอๆ 

 Photobucket

 

2009/01/10 _ 16:30 

หลังจากเล่นมาทั้งวัน ก็ถึงเวลาอาหารเย็น

 ช่วงนั่งรถไปร้านอาหาร กระจกรถเป็นน้ำแข็ง มองข้างนอกไม่เห็นอะไรเลย

Photobucket

 ขนาดไอติมยังวางขายกันข้างทาง ไม่ละลายอะ (ดี ไม่เปลืองค่าไฟตู้แช่ เหอๆ) 

Photobucket

 เมืองฮาร์บินมีอีกอย่างที่ไม่เหมือนใคร คือ..

รูปแกะสลักน้ำแข็งที่วางอยู่ข้างถนนใหญ่ 

เดินมาถ่ายรูปนี่ ต้องระวังลื่นหัวแตกอีก

Photobucket

 

 2009/01/11 _ 08:00

คืนห้องที่โรงแรม กินข้าวเช้า และไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกของวันที่สาม

โบทถ์โซเฟีย?? (哈尔滨索菲亚教堂)

 Photobucket

โบทถ์แห่งนี้ใช้เวลาสร้างถึง 9 ปี เพราะหินแต่ละก้อนที่ใช้สร้างนั้นเขาขนย้ายมาจากรัสเซีย (ขนาดนั้นเลย)

และสัญลักษณ์ของไม้กางแขนบนยอดโบทถ์แห่งนี้ก็ไม่เหมือนไม้กางเขนทั่วไป ตรงที่..

ด้ามของไม้กางเขนจะมีขีดขวางสั้นๆเพิ่มขึ้นมาหนึ่งอัน (ข้อมูลจากไกด์ทั้งนั้นเลย ผิดก็ไปโทษไกด์นะ เหอๆ)

 

Photobucket

โดนปล่อยให้ถ่ายรูปหน้าโบทถ์แค่สิบนาทีเท่านั้น

 

2009/01/11 _ 09:50

สถานที่นี้ก็ สิบนาทีเช่นกัน

อนุสาวรีย์ชัยของฮาร์บิน (ประมาณนั้น) 哈尔滨防洪纪念塔

 Photobucket

บริเวณกว้างมาก ติดแม่น้ำ ซึ่งตอนนี้เป็นน้ำแข็งหนา มีคนเล่นสเก็ตเยอะมาก

 

2009/01/11 _ 10:20

การแสดงว่ายน้ำในฤดูหนาว (冬泳)

Photobucket

ส่วนใหญ่จะเป็นลุงๆป้าๆ บางท่านก็เกษียนแล้ว

ถึงจะอายุเยอะ แต่ก็แข็งแรงมาก

มีหลายคนบอกว่า น้ำเขาให้อุ่นหรือเปล่า ซึ่งอันนี้เราก็ไม่รู้เหมือนกัน

แต่ถึงจะทำให้อุ้นยังไง พอลุงๆป้าๆเดินขึ้นสระมาก็ต้องหนาวอยู่ดี จริงไหม

เพราะงั้น ข้าน้อยขอคารวะ (ตอนถ่ายนี่ หิมะตกด้วย เหอๆ)

บางคน ว่ายเสร็จ ขึ้นมานอนบนพื้นที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เอาหิมะบนพื้นลูบตัว (ฮาร์ดคอร์ได้อีก)

  

 

2009/01/11 _ 11:20

สถานที่สุดท้ายในทริปฮาร์บินของเรา

หมู่บ้านรัสเซีย (俄罗斯小镇)

Photobucket

เป็นการจำลองหมูบ้านแบบรัสเซียขึ้นมา

ซึ่งไกด์บอกว่า คนในนี้ก็เป็นคนรัสเซีย

แต่พอกุยกกล้องถ่ายในบ้าน คนในบ้านตะโกนออกมาเป็นภาษาจีนว่า

"ในบ้านห้ามถ่ายรูป ในบ้านห้ามถ่าย"

(ไหนว่าเป็นคนรัสเซียไงวะ แมร่งขี้โม้ชิบ)

 

 Photobucket

โดยส่วนตัวชอบหมู่บ่านนี้อะ เพราะคนน้อยดี สงบ ไม่วุ่นวาย

แล้วก่อนเข้าหมูบ้านต้องซื้อพาสปอร์ต แล้วมีปั๊มเหมือนบินข้ามประเทศแบบนั้น (แต่จริงๆแค่ก้าวเข้าประตู)

ไฮไซเชียว ฮ่าๆๆๆ

 Photobucket

ดูรูปนี้ เหมือนใส่สูท ผูกเน็กต์ไท แต่ดันพันผ้าพันคอสีขาว....- -''

(หน้าก็กลมได้อีกฉัน - -''')

หลังจากนี้ เราก็ไปกินข้าวเที่ยง แล้วก็นั่งรถไฟกลับปักกิ่ง

ถึงปักกิ่งเวลาห้าทุ่มครึ่ง

หมดทริปฮาร์บิน

 

ความรู้สึกตอนนั่งรถไฟกลับปักกิ่ง

ใจหาย กลับปักกิ่งแล้วเราจะทำอะไรดีอะ จะเที่ยวไหนดีอะ ต้องเบื่อแน่ๆเลย..

 

ความรู้สึกแรกที่กลับจากฮาร์บิน ถึงปักกิ่ง

ปักกิ่งเป็นเมืองที่พัฒนาแล้วเหมือนกันนะเนี่ยะ สิวิไรท์เหมือนกันแฮะ ฮ่าๆๆๆๆ

 

สุดท้ายของบล๊อกนี้

แย่แน่ๆถ้าไปฮาร์บินโดยไม่มีมัน..

 Photobucket

มันคือ..

แผ่นแปะทำความร้อน กับถุงร้อนนั่นเอง

ไว้แปะตามเสื้อผ้า กับถือไว้ในมือ ช่วยให้อุ่นได้ 12ชม.

แจ่มมากๆ

 

สรุปว่า.. สนุก 

ใครไม่เคยไป อยากให้ลองไปดูสักครั้ง

(อยากไปกับเพื่อนๆจังเลย อิอิ)

ถ้ากลัวไม่สบาย ก็เตรียมแก้หวัดไปกินด้วย

ถ้ากลัวหนาว ก็ขนเสื้อผ้าไปเยอะๆ 

ประสบการณ์ ที่หาไม่ได้ในเมืองไทย

 

AutoAutoAutoAutoAutoAuto