Profilo di gift•° ¤ * . . . ยั ง ไ ง ...FotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

Blog


22/11/2009

•° ¤ *การเช่าบ้าน(เมืองจีน)* ¤ °•

ไม่กี่วันมานี้ มีรุ่นน้องมาเล่าเรื่องที่น้องเขาเช่าบ้านแล้วโดนโกงให้ฟัง
คือปกติ เด็กแลกเปลี่ยนที่มาใหม่อ.จะจับเข้าอยู่หอพักม.หมดทุกคน
แต่หลังจากนั้น(ประมาณเทอมนึงผ่านไป) ใครจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกก็ตามใจ
แต่จริงๆแล้วอ.ก็ไม่อนุญาติ แต่เด็กมันอยู่ไกลหูไกลตา เขาจะมาตามเช็คก็ไม่ไหว
 
น้องเขาก็เล่าว่า เขาทำสัญญาบ้านไปสองปี
สัญญาระบุว่า
ค่าเช่าเดือนละประมาณห้าพันกว่าหยวน(จำไม่ชัดละ) จ่ายสามเดือนครั้ง
(กี่ห้องนอนไม่รู้ ไม่ได้ถาม)
และมัดจำค่าห้องไปสองเดือน
ทำสัญญาช่วงประมาณกลางเดือน
 
อยู่ๆ(ไอ้)เจ้าของบ้าน(ตัวแสบ)ก็โทรมาบอกว่าจะขึ้นค่าเช่าเป็นหกพันหยวน
จ่ายหกเดือนครั้ง และให้จ่ายเร็วหน่อย เป็นต้นเดือน
 
น้องเขาก็บอกว่า อยู่ๆมาบอกแบบนี้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายละ
เจ้าของบ้านก็บอกว่า ถ้าไม่จ่ายจะเอาตำรวจมาจับ
น้องเขาก็ เอออเอามาจับเลย
เจ้าของบ้านก็เลยยอมๆว่ากลางเดือนก็ได้ แต่ขอขึ้นเป็นหกพันและจ่ายทีครึ่งปี
ได้ก็อยู่ต่อ ไม่ได้ก็ขนของออกไป และไม่คืนค่ามัดจำสองเดือน
 
ซึ่งเราฟังๆแล้ว น้องเขาค่อนข้างซวยนะ มาเจอคนจีนประเภทนี้
ฟังแค่เรื่องค่ามัดจำบ้าน น้องเขาโดนไปดอกนึงเต็มๆแล้ว
ปกติค่ามัดจำบ้าน จะจ่ายกันแค่เดือนเดียวของราคาบ้าน ซึ่งน้องเขาโดนไปสองเดือน
ตอนเซ็นสัญญาก็ไม่เข้าใจว่าน้องเขายอมเซ็นไปได้ยังไง
และอีกอย่างคือ เปลี่ยนจากจ่ายสามเดือนเป็นจ่ายหกเดือน ...โดนไปดอกที่สอง
และดอกที่สาม ขึ้นค่าเช่าบ้านหลังจากที่ทำสัญญาไปแล้ว
ถ้าไม่ยอมก็ไล่ออก และไม่คืนเงินมัดจำ
 
น้องเขาก็จะออก(พูดประมาณเขาจะยอมเสียเงินมัดจำสองเดือน)
จ่ายครั้งสุดท้ายจะอยู่ได้ถึงเดือนกุมภา(ถ้าเราจำไม่ผิด)
แต่เจ้าของบ้านมันบอกว่า ถ้าออกก็ต้องออกเดือนมกรา ไม่งั้นมันจะคนเช่าบ้านยาก(ช่วงนั้นรร.ปิดเทอม)
ทั้งๆที่น้องเขาจ่ายถึงเดอนกุมภาฯ เท่ากับเสียฟรีๆอีกเดือนนึง
(เราก็งงว่าถ้างั้นน้องเขาก็จ่ายถึงเดือนมกราไม่ได้หรอ? ไม่ได้ถาม)
 
เราฟังก็ยิ่งงงว่าน้องเขายอมไปได้ไง.....
อาจจะเพราะน้องเขาภาษาไม่แข็งแรง??
หรือไม่รู้กฎฯพวกนี้???
สงสารพ่อแม่น้องๆ เสียเงินเปล่าๆ ไม่ใช่พันสองพัน แต่เป็นหมื่นๆ
จริงๆถ้าภาษาไม่ได้ ก็ไม่แนะนำให้ออกมาอยู่บ้านข้างนอก
(บางคนภาษาดีเยี่ยม แต่ไม่ทันเล่เหลี่ยมพวกนี้ก็มีเยอะ)
ถึงหอในมันจะมีเพื่อนร่วมห้องที่นิสัยไม่ดี เข้ากันไม่ได้
แต่อย่างน้อยมันก็ไม่หลอกเงินเรา เอิ๊กๆ
แล้วตอนน้องเขาตัดสินใจออกมาอยู่ข้างนอกกัน ก็ไม่ได้มาปรึกษาอะไรเราด้วย
ตอนนี้ก็ทำได้แต่ฟังน้องเขาปรับทุกข์กันไป...
 
จริงๆเราก็เคยเจอมากับตัว พวกเจ้าของบ้านเลวๆ
ยังดีของเราไม่เลวขนาดนี้ และเราก็พอรู้เรื่องบ้าง ภาษาก็พอได้
ที่เราเจอคือ ช่วงแรกหลังย้ายจากหอเข้าบ้านครั้งแรก
ก็ไปดูบ้าน เจ้าของบ้านก็บอกประตูตู้เสื้อผ้า(เสียอยู่) จะโละทิ้งซื้อใหม่ให้
ประตูห้องนอน ล๊อกไม่ได้ จะซ่อมให้
สองอย่างเท่านั้นที่เราดูว่า ควรแก้ไข และจำเป็นต้องแก้ไข
มัน(เจ้าของบ้าน)ก็ตกลง เราก็ทำสัญญา ก่อนกลับไทย
คิดว่าหลังจากกลับมาแล้ว มันคงซ่อมให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
พอกลับมา ยังไม่ทำอะไรสักอย่าง เราก็โทรคุย ว่าทำไมยังไม่ซ่อม รีบซ่อมด้วย
มันก็โอเคๆ บอกว่าช่วงนี้ติดโอลิมปิก(จัดที่ปักกิ่งปีสองพันแปด) เขาไม่ให้ซ่อม ให้เราจัดของเข้าตู้ไปก่อน
เราก็โอเค ไม่มีปํญหา อีกไม่กี่วันโอลิมปิกหมด มันก็คงมาซ่อมให้เรา
เลยยังไม่จัดของ เพราะจัดแล้ว ซ่อมๆเดี๋ยวก็เปื้อน
และคิดเผื่อว่าถ้าเราจัดแล้ว เจ้าของบ้านมันจะลูกเล่นอะไรหรือเปล่า
พอโอลิมปิกผ่านไป มันก็มา... คู่สามีภรรยา
เห็นเรายังไม่จัดของ มันก็บอกว่า ตู้นี้คงโละทิ้งไม่ได้ เพราะมันเป็นแบบติดกับปูนด้านหลัง
คือมันเป็นตู้เสื้อที่ประตูเสีย ไม่มีประตู เอาผ้ามาขึงปิดเปิดเท่านั้น
เราก็ไม่ยอม ก็บอกเขาไปว่า บอกจะซ่อมให้แล้วทำไมไม่ทำ
เมทเรา(อยู่มาก่อนเรา)ก็มาช่วยพูด แต่โดนสามีเจ้าของบ้านตอกกลับไป
สองผัวเมียก็พยายามแยกเราออกมา จะคุยกับเราคนเดียว
คงคิดจะรุม เห็นไอ้กิฟนิ่งๆยิ้มๆ หารู้ไม่กุเงียบดื้อ
เราก็บอกไปว่า ถ้ารู้ว่าจะไม่ซ่อมให้ ก็ไม่เช่าแต่แรกหรอก บลาๆๆๆ
พอมันเห็นเราไม่ยอม มันก็บอกว่างั้นจะซื้อตู้ใหม่ให้ แต่ตู้เก่าทิ้งไว้แบบนี้ เพราะลื้อออกไม่ได้
เราก็ดูๆ ก็รู้นะ ไม่ใช่ลื้อไม่ได้ แต่มันไม่ลื้อ เพราะแมร่งงก ต้องเสียค่าลื้อไง
แต่สุดท้ายเราก็ไม่เอาตู้ใหม่ เพราะห้องไม่ได้ใหญ่อะไร แค่บอกให้มันซ่อมตู้ใบเก่า
เอาประตูมาติดอะไรให้เรียบร้อยพอ(ถือว่าเรายอมเขามากๆแล้วอะ)
มันก็โอเคๆ
 
อีกเรื่องประตู้ห้องนอน ล๊อกไม่ได้
มันก็บอก ไม่ซ่อมอีก (ดูสันดานมัน) อ้างนู่นอ้างนี่
เราก็บอก ถ้าล๊อกไม่ได้ เวลาเราไม่อยู่ห้อง ของสำคัญอะไรหายทำไง
มันก็หน้าด้านตอบมาก พวกเธอก็อย่าพาเพื่อนคนอื่นเข้าบ้านสิ
พวกเธออยู่กันสามคน ถ้าไม่พาเพื่อนเข้าบ้านแล้วของจะหายได้ไง
เราก็บอก อ้าว แล้วถ้ามีขโมยขึ้นบ้านละ
แมร่งก็ด้านตอบอีก ถ้ามีขโมยเข้าบ้านได้ ถึงห้องเธอล๊อกมันก็เข้าห้องเธอได้เหมือนกันแหละ
กูก็ อ้าววว ในใจ
บอกมันว่า ตกลงไม่ซ่อมประตูให้ใช่ไหมเนี่ยะ(คือถามสุดท้ายละ เอาให้ชัวร์)
มันก็ไม่ตอบให้เด็ดขาดนะว่าจะทำให้หรือไม่ทำให้(นิสัยคนจีนมากๆ) ก็อ้างนู่นอ้างนี่ ต้องแงะนู่นแงะนี่ ยุ่งยาก บลาๆ
เราก็เลย โอเค ช่างมัน ไม่ซ่อมก็ไม่ซ่อม งั้นเอาไมโครเวฟมาแทนละกัน
(คือเพื่อนที่เขาอยู่ก่อนหน้าเรา ขอมานาน หลายครั้งแล้วก็ไม่ยอมให้)
ตอนแรกที่เคยพูดไป ก่อนเราจะทำสัญญา เขาก็บอกว่ามันไม่จำเป็น บลาๆ
เราก็ไม่ได้อะไร คิดว่ามีก็ได้ ไม่มีก็ได้ แต่ประตูห้องจำเป็น
พอมันไม่ซ่อม เลยเอาไมโครเวฟแทน
บอกไปว่า ถ้าไม่ซ่อมประตูให้ก็เอาไมโครเวฟมาแทนละกัน
เขาก็เลยยอมๆ บอกจะเอาไมโครเวฟที่บ้านมาให้(ไม่ยอมซื้อใหม่ด้วย)
(เราก็คิดในใจ แมร่งไหนบอกไม่จำเป็น ที่บ้านเสือกมีนะ)
สรุปอยู่บ้านนั้นหนึ่งปี ประตูห้องนอนล๊อกไม่ได้ตลอดหนึ่งปี
(ล๊อกจากข้างในเวลานอนได้ แต่ไปข้างนอกล๊อกไม่ได้)
 
ยังไม่หมด
หลังจากนั้น สัญญาบ้านใกล้จะหมด
เราก็บอกเจ้าของบ้านว่า เนี่ยะหมดสัญญาก็จะย้ายกัน
เราก็บอกก่อนล่วงหน้าประมาณสองสามเดือน ให้เวลาเขาหาคนมาแทน
ไอ้เจ้าของบ้านก็มาเลยคร้าบ บอกว่า ถ้าย้ายช่วงนั้นแล้วเขาจะหาใครมาอยู่แทนละ
(เราก็อ้าว..บอกก่อนตั้งหลายเดือนมีเวลาให้หาคน ก็หาเอาสิวะ)
(ไม่ปุบปับออกเลยก็ดีขนาดไหนแล้วนิ)
มันก็บอกอีกว่า ถ้าจะออกก็ออกช่วงนี้เลย ไม่งั้นก็ต่อสัญญาไปอีก ไม่งั้นจะไม่คืนเงินมัดจำให้
ไอ้กิฟก็พูดเลย สัญญาหมดแล้วทำไมย้ายออกไม่ได้ แล้วมีสิทธิ์อะไรไม่คืนเงินมัดจำ 
แล้วมาไล่ให้ออกตอนนี้ คุณต้องคืนเงินค่ามัดจำและต้องชดใช้เงินให้พวกเราด้วยนะ(ค่าผิดสัญญา)
เจ้าของบ้านก็บอกว่า พูดกับเราไม่รู้เรื่อง จะคุยกับเมทเรา(ประมาณว่าฟังกุไม่ออกกระทันหันว่างั้น)
(คือ เมทเราเขาอยู่มาก่อนหลายเดือนแล้วแต่พึ่งเคยเช่าบ้านครั้งแรก
ส่วน ไอ้กิฟพึ่งมาอยู่ทีหลังไม่กี่เดือน แต่มีประสบการณ์เช่าบ้านมาแล้วสามครั้ง)
เราก็อ้าว ภาษาจีนกุมันห่วยหรอไงวะ หรือว่ากุรู้เรื่องพวกนี้ดีกว่ามันเลยไม่อยากคุยด้วย
เราก็เอออ เงียบๆคอยฟัง ไอ้เจ้าของบ้านก็พล่ามประมาณว่า..
ทีตอนพวกเธอหาเมท  ..หลิวซิน(ชื่อไอ้กิฟเอง)ยังช่วยมาอยู่แทนเลย
แล้วทีเขา(เจ้าบ้าน)ขอให้ช่วยบ้าง ทำไมไม่ช่วยเขาบ้าง ถ้าพวกเธอออกตอนนั้นเขาจะหาคนเช่าต่อลำบาก
แล้วไหนเธอ(เมท)บอกว่าจะอยู่นานๆไง ทำไมรีบออก บลาๆๆๆ
เราก็แบบว่านะ มองหน้ากันตาปริบๆ ก็ไม่ได้อยากย้ายหรอก ถ้าเจ้าบ้านจะดีกว่านี้นิด
อะไรเสีย โทรเรียกเป็นอาทิตย์กว่าจะมา (มาแล้วไม่ใช่จะซ่อมให้ดีด้วยนะ)
เก็บค่าเช่า ไม่ต้องเรียก มีโทรมาเตือนล่วงหน้าเป็นอาทิตย์
แต่ก็นะ...คนไทย ขี้ใจอ่อน
เลยต่อสัญญาไปตามที่ไอ้เจ้าของบ้านขอร้องแกมบังคับ
(เพราะบอกว่าไม่ต่อสัญญาจะไม่คืนเงินมัดจำ เราก็ไม่อยากให้เรื่องมันใหญ่โต เลยยอมๆไป)
 
 
นี่แหละน้า นิสัยคน
เอาลัดเอาเปรียบ เห็นแก่ตัวเป็นที่หนึ่ง โดยเฉพาะคนจีน
(ทำเอาไอกิฟเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายขึ้นเยอะเลย)
เตือนเลยนะ ใครที่จะเช่าบ้านที่เมืองจีน(โดนเฉพาะเมืองใหญ่ๆ) ต้องระวังมากๆ
เรื่องสัญญา เรื่องเจ้าของบ้าน เอเจนซี่หาบ้านก็ตัวดีเลยละ
ไม่งั้นจะโดนพวก มัน มัน มัน หลอกแด๊ก(เงิน)มิรู้ตัว 
 
 
 MoneyMoneyMoneyMoneyMoneyMoney
16/11/2009

•° ¤ *เปิดเรียนอีกละ บ่นๆ* ¤ °•

เปิดเรียนแล้ว หลังจากหยุดไปเต็มอาทิตย์นึง
จากวันที่เก้าถึงสิบห้า
นั่งเน่าหน้าคอมฯอยู่ในห้องนี่แหละ
มีนัดไปเจอพัด(เล็ก) เพื่อนม.ปลาย ที่ไม่ได้เจอกัน..หกปีได้
พอดีว่าพัดมาเที่ยวปักกิ่งกับครอบครัว
เลยนัดกันออกไปเจอในวันสุดท้ายที่พัดอยู่ปักกิ่งก่อนบินกลับไทย
พัดไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่ ผอมยังไงก็ยังคงผอมเหมือนเดิม
นอกนั้นก็ไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย นอกจากไปตลาดซื้อผักผลไม้มาตุนไว้ประทังชีวิต อิอิ
 
ปีนี้ปักกิ่งอากาศหนาวมากกกกก
หนาวเร็ว หนาวนาน และหนาวสุดๆ
หิมะตกไปตั้งแต่วันพฤหัส จนวันจันทร์(วันนี้)ออกไปเรียน หิมะยังละลายไม่หมด
น้ำจากหลังคาแข็งเป็นหินงอกหินย้อยเลยทีเดียว
 
ไปเรียนวันนี้สายอีก(ครั้งแรกเลย) เพราะโซ่จักรยานหลุด
ปกติไม่เคยสาย มีแต่โดดเรียนไม่ไปเลย(เอ้ย พิมพ์อะไรออกไป)
นั่งซ่อมๆ ซ่อมข้างหลัง ข้างหน้าหลุด อากาศก็หนาวอีก
หยิบมือถือมาดูเวลา แปดครึ่งละ
หงุดหงิดตัวเอง ถ้าเดินไปก็ถึงห้องเรียนไปนานแล้ว
ซ่อมไม่เสร็จอีก มือเปื้อนคราบน้ำมันอีก หนาวอีก
เลยล๊อกจักรยาน เดินไปเรียนแทน สายไปสิบนาที
อ.ก็แจกข้อสอบมา เฉลยๆ คิดคะแนน
ได้แปดสิบเจ็ด จุดห้า เต็มร้อย
โดนหักพวกเขียนเรียงความไปเยอะ
ผิดตัวอักษรบ้าง(เขียนไม่ได้) ผิดไวยกรณ์บ้าง(ประจำ)
แต่ก็ถือว่าน่าพอใจ กับการเตรียมตัว(เพราะไม่ค่อยเตรียมอะไร)
 
------
จริงๆเรื่องผลการเรียนของเรา เพื่อนหลานคนมอง
ไอ้กิฟเด็กเก่ง ขยันเรียน ทำสอบได้อยู่แล้ว (ไม่ได้ชมตัวเองแต่มีหลายคนพูด)
เวลาได้ยินแบบนี้เราก็รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แต่ก็จะยิ้มๆ
โอเค ยอมรับว่าในห้องเรียนเราตั้งใจจริงๆ(เพราะขี้เกียจอ่านเองมากๆ)
แต่นอกห้องเรียน กลับบ้าน อยู่ในห้องนอน นั่งอยู่หน้าคอม
อ่านการ์ตูน อ่านนิยาย ดูหนัง ฟังเพลง ตลอด
เวลาทำการบ้านและทบทวนบทเรียนแทบไม่ถึง3%
การบ้านถ้าวิชาไหนให้เยอะ ไม่ทำ
ให้น้อย ให้บ่อย ทำบ้างไม่ทำบ้าง
ต้องให้พอดีๆ (มีไหมนิ)
พอมีคนบอกว่าเราขยัน เลยเหมือนได้ยินคำประชดกลายๆ
แทงใจดำ ว่างั้นแหละ
แต่ดีหน่อย เป็นคนที่จำอะไรเร็ว
แต่เสียหน่อย ตรงที่จำไว้ได้แค่สมองส่วนหน้า
เป็นคนลืมเร็วมาก และลืมแบบเกือบหมดจด- -''
------
 
 
เลิกเรียนสิบโมงครึ่งกินข้าว(เกี๊ยวป้า เจ้าเดิม)กลับบ้าน เปิดคอมฯ 
อ่านการ์ตูน ง่วง นอน ตื่นบ่ายสอง อ่านการ์ตูนต่อ
และดูหนังไต้หวันเรื่อง桃花小妹 ชื่ออังกฤษMomoka Typhoon
เหมือนว่าทำมาจากการ์ตูนนะ(ไม่แน่ใจ)
เนื้อเรื่องประมาณ นางเอกมีพี่ชายห้าคน แล้วพี่ชายหวงว่างั้น
เลยโดยพี่ชายกีดกันผู้ชายทุกคนที่เข้าใกล้นางเอก
แต่มาเจอพระเอกที่นางเอกแอบปิ๊งก่อน
แล้วพระเอกก็มีพี่สาวที่ดุยิ่งกว่าแม่
กีดกันกันไป กีดกันกันมา
ไร้สาระดี แต่ฮา
นางเอกน่ารัก ขาวๆใสๆ
พี่ชายนางเอกก็ฮาได้อีก ยิ่งพี่ชายสุดท้องนี่
余一 น่าสงสารสุดๆ แต่ก็ดูน่าแกล้ง ดูเนิบๆ
ดูหนังยาวจนถึงทุ่มนึง(กินข้าวไปด้วย)
อาบน้ำ สองทุ่มโทรกลับบ้าน คุยไปคุยมา ห้าทุ่ม
 
โม้อะไรไร้สาระไปเรื่อง ม๊าเล่าบ้าง เราพูดบ้าง เป้ฝากซื้อรองเท้าบ้าง(39-41)
ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันไป บลาๆๆๆ(อยากใช้คำว่าบลาๆๆมานานแล้ว ฮิ้วววว)
 
ส่วนหนังสือเรียน..การบ้าน....ไว้ก่อนๆไม่รีบ
อะไรมีสาระมันต้องรอให้มีอารมณ์..(อารมณ์อยากทำ)
อะไรไม่มีสาระทำได้เลย ไม่ต้องรออารมณ์(เพราะอยากทำตลอดเวลา)
 
คุยกับม๊าเสร็จห้าทุ่ม ง่วง จะไปนอนแต่มาอัพเสปซก่อน
การบ้านล่ะ...
ก็ไว้ก่อนไง..ง่วงไง เข้าใจ๋?(แต่ก็อัพสเปซก่อน)
 
นอนดึกอีก
เที่ยงคืนกว่านิดๆ เวลาประเทศจีน
 
ClockClockClockClockClockClockClockClock
 
 
11/11/2009

•°¤*ชวนกันไปเดินเล่น*¤°•

ตั้งแต่เปิดเรียนเทอมใหม่มา ผ่านไปแล้วสองเดือนกับอีกสิบวัน
สอบกลางภาควิชาจงเหอก็ผ่านไปแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่หก
สอบเสร็จปุบก็เที่ยวเลย
คะแนนออกมาแล้วจะมาอัพอีกที
เหมือนจะทำได้ แต่ไม่อยากคาดหวังมาก
กลัวแป้ก
 
วันเสาร์ที่2009-11-07
เพื่อนชาวต่างชาติชวนไปเดินเล่นในเมือง
เพราะเขาต้องทำงานส่งอ.
แต่ถึงแม้เราจะไม่ได้ลงวิชานั้น แต่เพื่อนชวนทั้งที จะปฏิเสธได้ไง
(อยากเที่ยวก็บอกมาเถอะไอ้กิฟนิ)
โดยเพื่อนเขาวางโปรแกรมกันไว้ว่าจะไป
什刹海,后海,旧鼓楼大街,胡同
เพื่อนร่วมเดินทางในวันนั้น
 
โดยเรานัดเจอกันที่มอ.ก่อน ตอนเก้าโมงเช้า
มีเพื่อนคนนึงสาย เขาก็โทรมาบอกเราว่าขอสายหน่อย เขาออกแล้วจะโทรบอกเราอีกที
เพราะเราอยู่ใกล้จุดนัดพบมาก
รอไปรอมา คำว่า"สายหน่อย" ของเขาก็ปาเข้าไปชม.นึง
ประมาณสิบโมงเราเลยโทรไปบอกเพื่อนว่าขอไม่ไปแล้วนะ ขี้เกียจละอะ
(แบบว่าเราไม่ต้องทำงานส่งอะไรด้วยไง)
เขาก็ตื้อๆ บอกอยากให้เราไปด้วยจริงๆ และรับรองว่าต้องสนุกมากแน่ๆ
เราก็นะ... ใจอ่อนอีกตรู
 
หลังจากนัดเจอนั่งรถไฟใต้ดินไปลงป้าย西四
เราก็จะเดินไปถนนเหวินจิ้งกัน
เป็นถนนที่ขึ้นชื่อเรื่อง老字号
(老字号คือยี่ห้อของจีนที่มีประวัติยาวนานและได้รับการยอมรับ)
หว่างทางที่เดินก็เจอร้านที่มีป้าย老字号(เหล่า จือ ฮ่าว) มากมาย
โปรแกรมนี้เพื่อนนำคร้าบ ไอ้กิฟมาแบบเอ๋อๆ
ที่ๆเขาจะไป เรียกไร หรือมีประวัติอะไร ไอ้กิฟไม่รู้เลยจริงๆ- -'''
 
สุดถนนเหวินจิ้ง คือจุดนี้ (คือที่ไหน ไม่รู้เหมือนกัน- -'''X)
หลังจากนั้นเราก็ย้อนกลับไปขึ้นรถเมล์กัน เพื่อไปต่อ什刹海
 
หลังจากลงรถเมล์ เดินไปเรื่อยๆ
หว่างทางเราเจอนกตัวนี้
สมัยก่อนแถวบ้านมีคนเลี้ยงนกพันธุ์นี้เหมือนกัน
เวลาเราเดินผ่านมัน มันจะร้อง "หวัดดี หวัดดี"
นกที่จีนนี่ก็พูดเหมือนกัน มันพูดว่า "กงสี่ฟาฉาย ฟาฉาย ฟาฉาย"
แปลว่า ร่ำรวย เงินไหลมาเทมา
พอเราดูมันจนหายอยากแล้ว ก็ชวนเพื่อนๆเดินกันต่อ
มันก็พูดว่า"บายบาย บายบาย"
เราก็เอิ่มมม...ฟังตูรู้เรื่องด้วยเว้ย
เราก็เลยตอบมันไป "ไจ้เจี้ยน" ก่อนพากันเดินต่อไป
 
ระหว่าทางก็มีแวะลองกินนู่นกินนี่ไปเรื่อยจนเริ่มมืดเราก็พากันเดินกลับ
ถนนเส้นนี้เราเดินไปเรื่อยๆก็จะเจอป้ายรถเมลล์
แต่พอดีไม่มีเบอร์ที่จะนั่งไปลงได้
เพื่อนเราก็เลยบอกว่านั่งไปลงป้ายใกล้ๆมอ.ก่อนแล้วค่อยต่อรถอีกที
แต่เพื่อนอีกคนก็บอกว่า ไปรถไฟใต้ดินกันเถอะใกล้ๆนี่เอง
เราก็เลยตกลงกันว่าไปรถไฟใต้ดิน
เดินตามเพื่อนคนที่เสนอความคิด
เดินไปได้สักครู่ใหญ่ เราก็คิดในใจ
"มีแน่หรอวะรถไฟใต้ดิน เดินมาสิบกว่านาทีแล้วเนี่ยะ"
เพื่อนอีกสองคนก็โอดโอย บ่นๆๆๆ
ไอ้คนบอกว่ามีก็ยังยืนยัน บอกว่า"ใกล้ถึงแล้ว ข้างหน้านี่ๆ"
สรุป เดินไปประมาณครึ่งชม. ถึง
- -''''
 
กลับมาปวดขาเลย และปวดขาต่อไปอีกสองวัน
โดยรวมทริปนี้ก็โอเค พอถูไถ
แต่ไม่ตื่นเต้น เพราะมีเพื่อนมาด้วย เอิ๊กๆๆๆ
 
 
 
CameraCameraCameraCameraCameraCameraCameraCamera
 
ช่วงนี้เกิดอารมณ์.....
อยากเลี้ยงสัตว์ขึ้นมาอีกแล้ว ฮือๆ
แต่ต้องอดทนๆๆ ห้ามใจๆ เพราะเรายังต้องเดินทางอยู่เรื่อยๆ
หมายมั่นมากว่าเรียนจบแล้ว ปักหลักแน่นอนก็จะหาสัตว์มาเลี้ยงสักตัว
ตอนนี้ดูๆชูก้าอยู่ เข้าเว็บหาข้อมูลยิ่งกว่าจะทำรายงานส่งเสียอีก - -''
(เอิ่ม...ได้ข่าวว่ากว่าจะเรียนจบก็อีกปีนึงนะ แก)
 
ขามันจะเดินไปตลาดฮวาเหนี่ยวให้ได้เลย
แต่ใจก็แบบกลัวไปตัวเปล่าๆ กลับมาจะตัวไม่เปล่า..(อย่าไปดีกว่า)
เอารูปเจ้ามี่มิมาดูก็คิดถึง
ตอนแรกเลี้ยงก็เป็นหนูแฮมสเตอร์อยู่หรอก
เลี้ยงไปเลี้ยงมากลายเป็นหมูแฮมฯได้ไงก็ไม่รู้ - -''
 
สองภาพนี้ตัวเดียวกันนะ
สีขนเปลี่ยน(ผลัดขน) อ้วนขึ้น(เหมือนเจ้าของเลยวะ)
แต่น่ารักไม่เปลี่ยนRed heart
ใช้ห้องน้ำเป็น ไม่เคยกัด
 
 
ภาพนี้เป็นคนจีนที่เราฝากเลี้ยง ถ่ายเจ้ามี่ไว้ก่อนมันจะตาย
ไม่โทษใครนอกจากตัวเอง ถ้าตอนนั้นเราไม่กลับไทย มันก็คงไม่จากไป
 
 

    

คลิปเจ้ามี่มิ ถ่ายไว้ตอนเด็กๆ สนุกบนความทุกข์ของเจ้ามี่จริงๆ

คือ เจ้ามี่มิมันจะเอาทิชชูเข้ากรงไปปูที่นอน

พอเรายื่นทิชูให้มันก็รีบยัดแก้มวิ่งเข้ากรง แต่เราปิดกรงไว้

มันก็หาทางเข้าใหญ่ แบบเฮ้ยไมเข้าไม่ได้ว้า เมื่อกี้ยังเข้าได้อยู่เลย

ก็ดูมันดิ เหยียบทิชชู่อยู่ ลื่นก็ลื่น แล้วมันจะคาบแล้วปีนเข้ากรงได้ไหมนิ- -''

พอเราเปิดกรงแต่ยังไม่ให้ทิชชูมันก็สำรวจเส้นทางก่อน

ว่าทางนี้ชัวร์ ปีนงี้เข้ากรงแน่ๆ

พอสำรวจทางแน่ชัด ก็วิ่งมาขอทิชชู ยื่นหน้ายื่นตา "ทิชชูของมี่อยู่ไหน เอาทิชชูของมานะ"

พอได้ทิชชูตามใจหวังของมี่แล้ว ไอ้กิฟปิดกรง อิอิ

สุดท้ายเอาเข้ากรงได้ก็จริง ..แต่ยังไงไอ้กิฟก็เอาออกอยู่ดี เลวจริงๆ อิอิ

เพราะถ้าทิ้งทิชชู่ไว้มันจะสกปรกง่าย น้ำลายเอย อาหารเอย- -'''

 

ถือซะว่าออกกำลังกายละกันนะหนูมี่ อิอิ

ยังไงก็รักนะคร้าบบบบบ

SnailSnailSnailSnailSnail

17/09/2009

•°¤*เขียนไรดีน้า*¤°•

ดองบล๊อกอีกแล้ว
ไม่รู้จะเขียนอะไร
ถ้าไม่นับที่ไปเที่ยวสวนผึ้งก็ไม่ได้ไปไหนเลยจริงๆ
ชีวิตซ้ำๆซากๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่เล้ย
 
หลังจากเดือนกรกฎา กลับไทยตั้งใจว่าจะช่วยงานที่บ้าน(ติ๊ต่างเอาว่าฝึกงาน เอิ๊กๆ)
และก็ได้ทำจริงๆ
อะไรก็รับได้ เสียอย่างเดียวยุงเยอะชิบ ขาลาย
 
เดือนตุลากลับปักกิ่ง
ถึงตอนนี้เปิดเรียนได้สองสัปดาห์แล้ว เวลาผ่านไปช้าจริงๆ
 
อยากปิดเทอมเร็วๆ กลับบ้าน ช่วยทำงาน
ช่วยม๊าทำกับข้าว กวาดบ้านถูบ้าน เวลา95%ยกให้ที่บ้านหมด
ยอมโดนใช้ทุกอย่าง พยายามใจเย็นกับทุกคนให้มากขึ้น
รู้สึกชีวิตมีประโยชน์มากขึ้น จากที่ไม่เป็นมาก่อน
 
ได้เห็นรอยยิ้มป๊าจากที่ไม่ค่อยเห็น
รับรู้ได้ว่าเขาดีใจที่เราพยายามทำให้ทุกอย่าง
สัมผัสได้ว่าเขายอมแลกเปลี่ยนความคิดกับเรามากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ไม่ทั้งหมด
พอมองย้อนไป รู้สึกว่าเราโตขึ้นอีกขั้นแล้วสินะ
โตขึ้น จากที่แต่ก่อน ถ้าโดนใช้กวาดบ้านเราจะบอกว่า "เดี๋ยว" และก็ลืมมันไป
โตขึ้น จากแต่ก่อน ถ้าโดนดุหรือพูดจาไม่ถูกหูเรา เราจะกระฟัดกระเฟียด หรือเถียงคอเป็นเอ็น
 
แต่ตอนนี้เรายอมทุกอย่าง ไม่ต้องใช้ เราจะพยายามทำให้
พูดอะไร เราก็ฟัง อาจจะบ่นกลับบ้าง แต่ก็ไม่เถียง
ยอมทุกอย่าง จากที่ไม่เคยยอมใคร
ใจขอเพียงอย่างเดียว
ขอให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ
 
เหมือนจะดูดี.. แต่เราก็ยังรู้สึกว่าเรายังโตไม่พอ
ไม่พอที่จะดูแลใคร
เมื่อไหร่จะโตกว่านี้ว้า...
 
 
หลังจากมองดูตัวเอง
ก็หันไปมองน้องชาย...ถอนหายใจเฮือกเลยกุ
เป้..
พูดมากก็ว่ากูจับผิด
อยากจะบอกประโยคเดียว
"โตสักทีเหอะว่ะ"
 
จะโทษม๊าก็ไม่ได้ที่เลี้ยงตามใจซะ..
จะโทษป๊าก็ไม่ได้ที่ทำแต่งาน ไม่ค่อยพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับลูก
เพราะเราเองก็ถูกเลี้ยงมาแบบนี้เหมือนกัน..จนเกือบจะคิดเองไม่เป็น
ก็ถือซะว่า มันยังเผชิญโลกมาน้อย
ไม่เคยได้ออกจากบ้านมาดูแลตัวเองเหมือนเรา
(แต่แมร่งเสือกออกจากบ้านไปแดกเหล้าเคล้านารีกับเพื่อน)
กูยังภาวนาขอให้ม๊ายอมส่งมึงไปเกณฑ์ทหาร
ไม่ใช่ไม่รักน้อง แต่อยากให้มึงโตขึ้นกว่านี้ มีความคิดมากกว่านี้ หัดดูแลตัวเองได้แล้ว
(เดี๋ยวแมร่งผ่านมาอ่าน หาว่ากูด่ามึงอีก)
กูรู้นะ ว่ากูพูดอะไรไป มึงก็คิดในแง่ลบตลอดแหละ
เข้าใจ วัยรุ่นแมร่ง "ฮอร์โมนต่อต้านครอบครัว" ยังเยอะอยู่
 
ก็ภาวนาขอให้มึงคิดได้ ก่อนที่ทุกสิ่งอย่างมันจะสายเกินไปแล้วกันว่ะ
 
"โตสักทีเหอะมึง"
 
(ไอ้เป้ มึงคงคิดว่า แล้วกูล่ะโตแล้วงั้นสิ.. ขอบอก ว่า "ไม่ กูก็ยังไม่โต...เหมือนมึง แต่กูกำลังพยายาม...")
 
 ด้วยรัก และปรารถนาดี จาก พี่สาวมึง
 
 
 
!!!หากเพื่อนอ่านผ่านมาตรงนี้ไม่ต้องตกใจ กิฟพูด "มึงกู" ...เพราะใช้กับน้องชายคนนี้เพียงคนดียวจ้า!!!
 
 
 
24/04/2009

•°¤*อาจารย์งี้ก็มีด้วย*¤°•

24/4/2009
 
วันศุกร์ โดดเรียนวิชาพูด มานั่งเล่นเน็ต
หลังจากสอบวิชาจงเหอ(85) กับวิชาภาษาจีนโบราณไปเรียบร้อย
และกำลังจะสอบวิชาไวยกรณ์ในอีกไม่นานนี้
เรามานินทาอ.ดีกว่า (ก๊ากกก)
 
อ.ที่ดีๆถูกใจเรา เราก็ปล่อยท่านไป อย่าเล่นของสูง
อ.ที่ดีๆแต่ไม่(ค่อย)ถูกใจเรา ก็มาพูดถึงนิดหน่อยด้วยความคนึงหา เอิ๊กๆ
(ไหนๆเราก็เลือกเรียนเอกครู พูดถึง(?)อาชีพในอนาคต(?)หน่อยคงไม่เป็นไร อิอิ)
 
อ.สอนวิชาไวยกรณ์จีนปีสามเทอมสอง (ที่เรากำลังจะสอบในไม่นานนี้)
ชื่ออ. .....ไม่รู้อะ(เลวจริง ลูกศิษย์ไรวะ)
หน้าตา.. ปากแหลม หน้าเหมือนแม่ซุเนโอะในโดราเอมอน
การสอน ก็ดี สอนรู้เรื่อง ยิ้มบ่อย พูดช้าเนิบๆ เหมือนจะใจดี
แต่ถ้าถามคำถามแกปุบ แกจะดูใจร้ายขึ้นมาทันที
 
 
ตย.เพื่อนเรา คนอินโดผู้หญิงชื่อ หลี่จิ้งฮุ่ย เธอเป็นนร.ที่ขยันมาก
แล้วมีวันนึงเธอถามอ.เรื่องไวยกรณ์นี่แหละ
แล้วอ.แกตอบว่า "คำถามน่าเบื่อ ไม่มีใครเขาขบคิดปัญหานี้หรอกนะ....."
ขนาดเราไม่ได้เป็นถาม แต่นั่งอยู่ข้างกัน ได้ยินเต็มๆ ยังอึ้งแทน ส่วนเธอยิ้มๆแล้วก็ค่ะๆ
 
 
ส่วนอีกราย
คนอินโดผู้ชายชื่อ อวี๋ซื่อเฉียง แกก็ถามอ.ประมาณว่า..
คำนี้ใช้ในประโยคแบบนี้ได้ไหม ผิดไวยกรณ์ไหม
อ.แกก็สวนว่า "เรื่องนี้ ฉันสอนเธอมาตลอดอาทิตย์นึงแล้ว ยังไม่เข้าใจหรอ แล้วคำนี้ใช้แบบนี้ได้หรอ"
"แล้วตกลงใช้แบบนี้ได้ไหมครับ" (ยังคงถามย้ำ)
อ. "ฉันถามเธอ เธอยังกล้าถามฉันกลับอีกหรอ"
ทั้งห้องหัวเราะ
แต่เรา "....................." 
 
สรุปอ.ไม่พูดออกมาว่า ได้ หรือไม่ได้
เพื่อนเราก็ไม่รู้ว่าเข้าใจไปหรือยัง...
แต่เราถ่องแท้ตั้งแต่อ.แกสวนกลับประโยคแรกแล้วคร้าบบบบ
 
แบบว่า...
เพื่อนก็กล้าถามกลับนะ.... ส่วนอ.ก็กล้าตอบนะ...
แต่ไม่ต้องห่วงเพื่อนเราคนนี้
จนปัจจุบันนี้มันยังคงยิงคำถามใส่อ.เรื่อยๆ และก็โดนอ.สวนกลับมาเรื่อยๆ ฮา
จนถึงขนาดว่า
"อวี๋ซื่อเฉียง เธอนี่ยังไม่แก่แต่ความจำปลาทองจริงๆ"
 
 
ส่วนเรา... เคยมีคำถามที่อยากรู้เหมือนกัน
อ.สอนว่า "XX" คำนี้ทำภาคแสดงไม่ได้นะ
หลังจากนั้นไม่นาน อ.ก็ยกตย.ประโยคขึ้นมา ซึ่งประโยคนั้นมีภาคแสดงเป็น คำ"XX"พอดี
เราก็อ้าววว ขัดแย้งกันเองนะคะครู หนูงง...
ไหนว่าใช้เป็นภาคแสดงไม่ได้ แล้วไมประโยคนี้เป็นภาคแสดง? เก็บคำถามไว้ในใจ...
ระหว่างพัก เราก็สองจิตสองใจ จะถามอ.ดี หรือไม่ถามดี...
หันไปถามคนนั่งข้างๆ คือหลี่จิ้งฮุ่ย เผื่อเธอจะรู้
สรุป เธอก็ไม่รู้ และอยากรู้คำตอบเหมือนกัน บอกให้เราไปถามอ.
 
เพื่อนๆลองคิดสิ ไอ้กิฟจะกล้าไหม
กล้า กด ตุ๊ด
ไม่กล้า กด ตุ๊ดตุ๊ด(?)
 
แต่บอกเลยว่า ถ้าโดนอ.สวนมา เพื่อนคนนี้คงรับไม่ได้
 
เคยได้ยินหลายคนพูดว่า อายครูไม่รู้วิชา..
แบบว่าขอโทษค่ะ ไม่ได้อาย แต่แบบว่า...
 
หรือ หลายคนพูดว่า ถามไปเถอะ ไม่ถามก็ไม่รู้นะ
ไอ้กิฟคนนี้ขอยอมไม่รู้ละกันคร้าบบบบบ
- -'''
 
 
แต่แต่แต่
อย่าเข้าใจผิดว่าอ.ท่านนี้ไม่ดีนะ
อ.ท่านดีค่ะ (แต่บอกไม่ถูกว่าอะไรดี รวมๆแล้วดีละกัน)
ตั้งใจสอน แนะนำหนังสือเสริมที่ควรอ่าน
เรียกว่าจริงใจกับนร. .....ข้อดีเยอะค่ะ
แต่ข้อเสียนี้บังเกือบมิด...
(แต่ยังไงหนูรักอ.นะคะ อิอิ)
 
- -''''
 
 
Don't tell anyone Don't tell anyone Don't tell anyone Don't tell anyone Don't tell anyone Don't tell anyone
 
22/03/2009

•°¤* อึน *¤°•

ไม่ได้อัพสเปซนาน
เพราะช่วงนี้ไม่ได้ไปเที่ยวไหนด้วยมั้ง เลยไม่มีไรจะเขียน
เปิดเทอมแล้ว... ชีวิตมีแต่เรียนกับเรียน
แต่ละวิชา สั่งงานเยอะขึ้นมาก
ไม่ได้เหนื่อยนะ คงจะเรียกว่าเหนื่อยไม่ได้ด้วย เพราะงานก็ไม่ทำส่งจะไปเหนื่อยได้ไง
 
แต่มัน "อึน"
 
สาเหตุของอาการ "อึน"
 
..ไม่รู้เหมือนกัน..
รู้แต่อาการเหมือนสมองไม่ปรอดโปร่ง
เหมือนว่าคิดอะไรไม่ออก สมองช้า
............เฮ้อ...............
 
 
เพราะไม่มีรู้จะเขียนอะไร และไม่มีอะไรจะเขียน
บอกแล้ว สมองไม่โปร่ง ก็อัพมันแค่นี้แหละ
 
ขอทิ้งความ "อึน" ไว้ในบล๊อกนี้ละกัน
สาดดดดดดดดดดดดดด(ด่าตัวเองค่ะ)
 
Snail
14/02/2009

•°¤*ร้านเมี่ยนอ้ายเมี่ยน*¤°•

ร้านอาหารญี่ปุ่น(แอ๊บจีน)เมี่ยนอ้ายเมี่ยน (面爱面)
 
เป็นร้านที่เน้นอาหารพวกเส้นเป็นหลัก แต่ก็มีข้าว
โดยส่วนตัวเคยกินร้านนี้สองครั้ง แต่ต่างสาขากัน
 

Photobucket

ในภาพเป็นร้านที่ตั้งอยู่ข้างตึกขายหนังสือ ตรงจงกวนชุน (图书大厦)

สาขานี้ร้านไม่ใหญ่ ถ้าตรงเฉียนเหมินจะร้านใหญ่มาก บรรยากาศดีกว่าเยอะ

  Photobucket

เมนู ทำดี มีทั้งภาพ ภาษาจีน ญี่ปุ่น และอังกฤษ

เมนูที่สั่งไปวันนั้น

辣啦渍饭 

ราคา 19 หยวน ( 110บาท )

 Photobucket

รสชาติจืด เผ็ด แต่หมูสับบนข้าวกับน้ำซุปที่ให้แยกมา เค็มมาก

เอาน้ำซุปผสม เลยมีรสชาติขึ้นมาหน่อย

ก่อนหน้านี้ที่กิน เคยสั่งอาหารคล้ายในรูป แต่เป็นรสต้มยำ

อันนั้นอร่อยเลย แต่อยากลองเปลี่ยนกินแบบอื่นบ้าง

(ราคา110 อย่าคิดว่าใต้ข้าวมีซ่อนเนื้อหรืออะไรนะ ไม่มี๊ไม่มี ทุกอย่างตามภาพที่เห็น กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก)

(แล้วอย่าคิดว่าข้าวเยอะ... ดูได้จากช้อน สามารถวัดระดับข้าวได้และภาพมุมขวาล่าง โบ๋ไปนิด เห็นพื้นชามและ)

 

 

ต่อด้วยของหวาน

น้ำแข็งใสยอดถั่วหลากสี ราดนมข้นหวานนิดหน่อย

(ที่บอกว่ายอดถั่ว เพราะถั่วมันอยู่แต่ยอดๆจริงๆงะ เอิ๊กๆ)

ราคา8 หยวน (45บาท)

 Photobucket

ลูกขาวๆเนื้อคล้ายไข่มุกบ้านเรา แต่ไข่มุกบ้านเราสีดำ

ถั่วเชื่อมและถั่วกวนร้านนี้ (ถั่วญี่ปุ่น) อร่อยมากกกกกกกกกก เคี้ยวถั่วเป็นถั่ว

และยกให้น้ำแข็งใสร้านนี้อยู่ในอันดับต้นๆของชาร์จที่ตัวเองลิสไว้เลยอะ(เพราะถั่วเลย)

(เสียดาย ร้านนี้ให้น้อยไปหน่อย)

(จริงๆรู้สึกมานานแล้วว่า ถั่วที่ราดพวกน้ำแข็งใสของที่จีน จะอร่อยกว่าไทยเยอะเลย)

 

โดยรวมแล้ว ชอบอาหารร้านนี้ อยากให้มาเปิดแถวมอ.อ่า(แต่ไม่มี ซิกๆ)

รสชาติใช้ได้เลย แต่ปริมาณอาหารน้อยไปนิดเมื่อเทียบกับราคา และเทียบกับร้านอื่นๆ

 

AutoAutoAutoAutoAutoAuto

 

•°¤*เต้าหู้เหม็น กับ แฮมเบอร์เกอร์(จีน)*¤°•

ฮะแฮ่ม...
หลายคนคงเคยได้ยินชื่อเจ้าเต้าหู้เหม็นกันบ้างแล้ว
(ก็ดังในจีนซะขนาดนี้)
ซึ่งในภาษาจีนก็ตรงตัวเป๊ะ "โช่วโต้ฟุ" (臭豆腐)
 
 ราคา 3.5 หยวน (ประมาณ 20บาท)
ร้านหน้าฝูจวงเก่า อู่เต้าโข่ว

Photobucket

ชื่อก็บอกอยู่แล้วเต้าหู้เหม็น เพราะมันเหม็นจริงๆงะ

คนจีนบางคนยังรับไม่ได้กับกลิ่นของมัน

แต่นั่นก็เป็นลักษณะเด่นของไอ้เจ้าเต้าหู้เหม็นนะ

"ดมแล้วเหม็น กินกลับหอม"

คนจีนเขาว่างั้น..

 

และวันนี้ก็ได้ลองกันสักที กับเจ้านี่

สาเหตุที่เต้าหู้เหม็นเพราะว่า เขานำเจ้าตู้มาหมักจนใกล้เน่านั่นเอง

พอคนมาซื้อ ก็นำไปทอด ราดน้ำจิ้มนิดหน่อยพอปะแล่มๆ

จากคำแรกที่กิน กรอบนอก เหลวในมาก (มันมากกว่านุ่มใน อิอิ) กัดทีควันร้อนฉุยๆเลย

เนื้อเต้าหู้ข้างในสีขาวจั๊ว เละๆ กินกับน้ำจิ้มที่เป็นพริกสีแดง เค็มๆ เผ็ดๆ

หรือจะกินกับน้ำจิ้มที่เป็นสีส้ม(สีคล้ายซอสพริกบ้านเราแต่ไม่ใช่) รสหวานๆ

จากที่เขาว่า "ดมแล้วเหม็น กินแล้วหอม" นั้น

พอกินดูแล้ว.. ก็เห็นด้วยตามนั้นแหละ

 

จริงๆที่กิน มันไม่ได้หอมหรอก แต่มันไม่เหม็นเหมือนกลิ่นอะ

 

ถ้าถามว่า แล้วจะซื้อกินอีกไหม

ขอตอบว่า ไม่...

 

ไม่ใช่ว่าไม่อร่อย แต่จากข้อมูลที่หาอ่าน มันมีโทษต่อร่างกาย ไม่ควรกินบ่อย

ประโยชน์ก็มี แต่โทษร้ายแรงกว่า... และรสชาติก็ไม่ได้อร่อยล้ำขนาดยอมพลีชีพได้ อิอิ

เพราะงั้น ขอบาย.....

 

(แต่ถ้าใครไม่เคยลอง อยากลองชิมสักครั้งสองครั้ง ก็ได้นะคะ เลือกร้านที่ดูแล้วสะอาดหน่อย กันท้องเสีย อิอิ)

Disappointed

 

 

เมนูที่สองของบล๊อกนี้ นำเสนอ..

"แฮมเบอร์เกอร์จีน"

ที่เรียกแบบนี้เพราะใกล้เคียงแฮมเบอร์เกอร์อะ (คิดเอง อิอิ)

หรือชื่อจีน หลี่จีโล่วปิ่ง "里脊肉饼"

 ราคา 3 หยวน ( 16บาท )

ร้านหน้าฝูจวงเก่า อู่เต้าโข่ว

Photobucket

เนื้อแป้งจะมีสองแบบ แบบทอด กับแบบธรรมดา ไม่ทอด

แป้งแบบทอดก็จะกรอบ เนื้อสีเหลืองทอง ถ้าไม่ทอด แป้งจะนิ่มๆ เนื้อแป้งสีขาว

(ในรูปเป็นแป้งแบบทอด สีเหลืองทองน่ากิน)

ไส้ตรงกลาง จะเป็นเนื้อไก่ชิ้นๆ

(บางร้านหมู บางร้านก็ไก่ แต่โดยทั่วไปจะเป็นหมู อยากชัวร์ถามคนขายเอา)

เอาเนื้อไก่มาคลุกเครื่องเทศ เครื่องปรุงต่างๆ รสชาติจะออกเค็มและ เผ็ดนิดๆ

มีผักสอดไส้มานิดหน่อย แค่นี้เอง...

แต่โดนส่วนตัว ชอบกินนะ  ยิ่งร้านไหนทำร้อนๆจะอร่อยกว่า

แต่ไม่ชอบตรงที่ กินลำบาก อ้าปากกว้างมาก (แต่ก็ยังซื้อกินบ่อยๆ อิอิ)

Confused

 

สุดท้าย หาซื้อไม่ได้จากที่ไหน ทำกินเอง...

  Photobucket

มันคือ...

ถั่วเขียวต้มผสมผงโอวันติน

(ถึงภาพจะชวนอ้วก แต่อย่าดูถูก.. มันอร่อยจนน่าแปลกใจ เพราะเพื่อนคนนี้ก็แปลกใจ อิอิ)

 

วิธีทำก็ง่ายมากเลย..

ต้มถั่วเขียวให้เสร็จก่อน เหมือนต้มถั่วเขียวทั่วไป

แต่อย่าใส่น้ำตาลเยอะ ใส่พอแค่หวานปะแล่มนิดๆ

ตักใส่ถ้วย และราดผงโอวันตินคนให้เข้ากัน ก็เสร็จพร้อมแด๊กได้ อิอิ

(ตอนทำใช้โอวันตินเย็น ครั้นชี่ แบบซอง ฉีกซองแล้วเทใส่ตามความต้องการเลย

ตอนกินจะมีข้าวพองรูปหัวใจ กรอบๆ )

(หรือเราจะเอาข้าวโพดต้มสุกที่แกะเป็นเม็ดๆแล้ว มาผสมคนให้เข้ากันแล้วกิน ก็อร่อยดีนะ)

 

ถ้าต้มถั่วเขียวใส่น้ำตาลเยอะ พอรวมกับผงโอวันตินจะหวานเกิน แต่ก็แล้วแต่คนชอบกินหวานมากน้อยต่างกัน

 

 

เพื่อนๆอาจจะคิด ไอ้กิฟแมร่ง ทำกินไปได้ไงวะ.. แต่ขอบอกนะว่า....

หากินเอง.. ตัวเองทำอะไรกิน ตัวเองก็กินได้หมดอะ

(อารมณ์ทำกินประทังชีวิตไปวันๆ ฮ่าๆๆ)

Sarcastic

 

•°¤*การลงวิชาเรียนที่BLCU*¤°•

วันนี้14 กุมภาพันธ์ 2552
 
วันลงทะเบียนของปีสามเทอมสอง กับปีสี่เทอมหนึ่ง
 
อันดับแรกกับเอกสารที่จำเป็นต้องเตรียมสำหรับขั้นตอนลงวิชาเรียนตอนเปิดภาคเรียน
 
1 พาสปอร์ตที่มีการต่อวีซาเรียบร้อยแล้ว
 
2  บัตรนักเรียน
 
3  สมุดประกัน
 
4  ใบแจ้งที่อยู่ของเรา
(สำหรับเด็กหอพักสิบเจ็ด จะเป็นใบสีเหลืองที่ทางหอพักออกให้ ถ้าไม่มีก็ไปขอที่เคาเตอร์ชั้นหนึ่ง) 
(สำหรับเด็กที่อยู่บ้านข้างนอก เป็นใบสีขาว ที่เจ้าของบ้านพาไปแจ้งที่สถานีตำรวจ ถ้าไม่มีให้ติดต่อเจ้าข้องบ้าน ดำเนินการด่วน)
(แต่ก่อนจะเรียกเจ้าของบ้านที่เราพักมาทำให้เรา เราก็ต้องเตรียมพาสปอร์ตที่ต่อวีซาเรียบร้อยแล้วให้เขาด้วยนะ)
 
 
 
เอกสารสี่อย่างนี้สำคัญมาก ต้องครบ ไม่งั้นก็เริ่มลงทะเบียนไม่ได้...
หลังจากที่เตรียมเอกสารครบสี่อย่างแล้ว ก็ตรงไปที่ชั้นหนึ่งของตึกอีฟูโหล (逸夫教学楼)
 ต่อคิว ยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่เช็ค
เมื่อเสร็จแล้ว เขาจะให้ใบสีขาวที่แจ้งชื่อและข้อมูลของเรา พร้อมเอกสารที่เรายื่นไปในตอนแรกคืนมา
 
ให้นำใบสีขาวที่มีชื่อเราไปตึกเรียนหนึ่ง (教一楼)
ตรงขึ้นไปชั้นสิบ จะแยกห้องสำหรับเด็กปีหนึ่งสอง กับสามสี่ไว้
 
ก็ตรงเข้าห้องของชั้นปีที่เราอยู่
ยื่นใบสีขาวที่ได้รับจากตึกอีฟูโหลให้อาจารย์
 
แล้วเราก็ยืนเกาะอาจารย์ตรงนั้นเพื่อลงวิชาเรียน
(หากขึ้นชั้นปีใหม่ของเทอมแรก อ.จะยื่นใบปลดล๊อกให้เราไปหาคอมฯลงวิชาเรียนเอง)
(หากเป็นเทอมสองของปีนั้นๆ อ.จะเป็นผู้ลงวิชาให้เราด้วยตัวอ.เองเลย บริการๆ)
 
((และช่วงขึ้นเทอมสอง หากเราต้องการจะเปลี่ยนวิชา ให้ต่อแถวอ.ผู้ชายที่แก่ๆเท่านั้น สำคัญมาก))
 
 
หลังจากที่เลือกวิชาเรียนเสร็จแล้ว เราก็ปรินซ์ใบรับหนังสือจากในเว็บออกมา แล้วก็ไปรับหนังสือ
เพียงแค่นี้เอง...
 
 
ส่วนสำหรับคนที่ต้องการเก็บหน่วยกิตเพิ่มจากวิชาที่ตกไป
หลังจากที่เราลงวิชาของเทอมนั้นๆเสร้จแล้ว
แนะนำให้ถามอ.ที่ลงวิชาเรียนให้เราเป็นปีๆไป
 
แต่โดยทั่วไป...
ก็แยกไปจ่ายเงินค่าเก็บหน่วยกิตอีกห้องนึง
แล้วเอาใบแจ้งว่าจ่ายแล้ว กลับมาหาอ.ที่ห้องเดิม แล้วก็เลือกวิชาที่จะเสริมหน่วยกิตไป
((หน่วยกิตละ 600หยวน))
 
 
 
 
สำหรับปีสามเทอมสองนี้...
 
เราลงไปเจ็ดวิชา ยี่สิบหน่วยกิต
(มอ.นี้จะบังคับเด็กที่เรียนปริญาตรีทุกคนต้องลง ยี่สิบหน่วยกิตต่อเทอม เหมือนๆกัน)
 
 Photobucket
 
หนังสือเรียนของปีสามเทอมสองเราลง..
 
มี 1  วิชารพูดสำนวนจีน (A Course in Chinese Colloquial Idioms ,口语习惯用语 )
 
2  วิชาพวกพื้นฐานการสอนของครู (技能教学)
 
3  วิชาจงเหอ (เน้นรวมฟัง พูด อ่าน เขียน ทำแบบฝึกหัด) (现代汉语高级教程 3下)
 
4  วิชาไวยกรณ์จีน (汉语语法教程)
 
5  วิชาภาษาจีนโบราณ (古代汉语)
 
6 วิชาดูและวิเคราะห์หนัง (ไม่รู้เป็นยังไง..ลองลงดู) (影视赏析)
 
7  วิชาประวัติวรรณกรรมจีนโบราณ (中国古代文学史)
 
จริงๆ วิชาที่เจ็ดไม่ค่อยอยากลงเท่าไหร่เลย... อยากลง "วิชาเลือกอ่านปรัชญาจีนที่มีชื่อ"หรือ "วรรณกรรมจีนร่วมสมัย"
แต่ทั้งสองตัวติดที่เวลา...เวลาชนกับตัวอื่น
เสียดาย...งะ
 
 
แล้ววันอังคาร 17 นี้ก็เปิดเรียนวันแรกแล้วงะ
 
ไฟท์ติ้ง!
 
นาฬิกานาฬิกานาฬิกานาฬิกานาฬิกานาฬิกา
 
04/02/2009

•°¤*Temple Fair@Beijing [2009_01_30]*¤°•

 
ไปเที่ยวมาอีกแล้วววววว
 
เมื่อวันศุกร์ที่30 มกราคม 2552
 
ที่สวนสาธารณะตี้ถาน(地坛公园)ในปักกิ่งมีจัดงานวัด(庙会)เนื่องในโอกาสเทศกาลตรุษจีนขึ้น
โดยจะจัดขึ้นในทุกๆปี และปีนี้ก็เป็นปีที่24แล้ว
 
งานจะเปิดให้ชมตั้งแต่เช้า8.00 จนถึงช่วงเย็น17.00 น
 
ค่าบัตรเข้างาน 10 หยวนต่อคน (เด็ก แก่ พิการ หรือแม้แต่นร.ก็ราคาเดียวกันหมด)
 
 地坛春节文化庙会 

Photobucket

หน้าประตูทางเข้า ซื้อบัตรผ่านประตู คนเยอะมากๆ

 พอผ่านประตูทางเข้าเข้ามาแล้ว ก็เดินตาม(ฝูง)คนเข้าไป

Photobucket

มีทั้งจีนและเทศ อิอิ (ถ่ายติดฝรั่ง)

 วันที่ไป อากาศไม่ค่อยดี อึมครึม ไม่มีแดด เลยทำให้อุณหภูมิยิ่งหนาวขึ้นอีก

ภาพที่ถ่ายออกมาก็เลยดูมืดๆ (ปรับแสงสุดๆแล้วนะนี)

Photobucket

ถ่ายบริเวณรอบๆงาน คนจะน้อย เพราะไปชุนนุมแถวที่ขายสินค้าเสียส่วนใหญ่

 

Photobucket

 ไม่ว่างานวัดไทยหรือจีน ก็มีการแสดงแบบนี้เหมือนกัน (แต่ของไทยไม่ค่อยเห็นแล้วเนอะ)

ต้องซื้อบัตรเข้าไปดูต่างหาก แล้วเราก็ไม่อยากเสียตัง เลยเก็บภาพรอบนอกมาให้ดูพอละกัน อิอิ

 

Photobucket

เดินเข้าไปส่วนกลางของสถานที่จัด ก็จะเป็นส่วนขายของเล่น

Photobucket

เป็นทางเดินยาว สองฝั่งตั้งร้านขายของ มีร้านหมวก ตุ๊กตา จิ๊กซอว์

ร้านประมูลภาพวาดพู่กันจีน เครื่องหนัก เยอะแยะมาก

 

จริงๆแล้วภายในงานพื้นที่กว้างมาก

และมีการแสดงต่างๆมากมายที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม ศิลปะพื้นบ้านของชาวจีน อาหารการกิน ชา ฯลฯ

แต่เราออกจากบ้านสาย เดินได้3ชม.กว่า งานก็จะปิดแล้ว(ห้าโมงเย็น)

ร้านค้าต่างๆเริ่มทยอยปิด ทุกคนต้องทยอยออก

สรุป เดินไม่ได้ครึ่งของงาน เอิ๊กๆ

 

แล้วเราก็ช๊อปฯได้ของฝากไม่กี่อย่าง (ไม่มีรูปเดี๋ยวไม่ตื่นเต้น อิอิ)

จิ๊กซอว์1,000ตัว 1 กล่อง

ภาพวาดพู่กันจีน 2 ม้วน 

โมเดลไม้เอาไว้ต่อเล่น 2ชุด (ต่อเสร็จเป็นเทียนถาน กับบ้านชาวจีน 3D) 

หมวก 1 ใบ

 

รูปเพิ่มเติม ดูในส่วนของแฟ้มเก็บรูปเลยจ้า

(ไม่ค่อยได้ถ่ายรูป มัวแต่เดินดูของเพลิน หนาวด้วย)

20/01/2009

•°¤*雍和宫 วัดลามะ [2009_01_20]*¤°•

 
หลังกลับจากฮาร์บิน
เราก็รีบไปไปต่อวีซ่า (เพราะมันใกล้หมดแล้ว เอิ๊กๆ)
แล้วรอผ่านไปอาทิตย์นึงค่อยไปรับพาสปอร์ตคืน
แล้วก็พอดีวันนี้ถึงกำหนดนัดให้ไปรับพาสปอร์ต
เราก็เลยถือโอกาสแวะเที่ยววัดลามะซะเลย (ใกล้ๆกัน)
 
แต่ก่อนจะอัพภาพวัดลามะ
ขอเขียนเกี่ยวกับเวลาช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาก่อนละกัน อิอิ...
(ดูว่ามันจะไร้สาระได้ขนาดไหน เหอๆ)
 
หลังจากไปทิ้งพาสปอร์ตไว้เพื่อต่อวีซาแล้ว
เราก็ว่างจัดไม่รู้จะทำไรดี
ก็เลยเอาหนังที่ซื้อไว้มานั่งดู
 
Photobucket
射雕英雄传 v.2008 (ชื่อไทย มังกรหยก?? หรือเปล่า?)
 
นักแสดงนำชาย 胡歌
นักแสดงนำหญิง 林仪晨
 
ปกติเป็นคนไม่ชอบดูหนังจีนกำลังภายใน
แต่เรื่องนี้ทำเอาบ้าไปเลย (สนุกมาก แนะนำ อิอิ)
พระเอกนิสัย บื้อๆทื่อๆ
นางเอกนิสัย ขี้เล่น ฉลาด ทันคน (น่ารักมาก)
 
ความยาวหนังประมาณ 50ตอน ดูตั้งแต่ตื่นนอนประมาณเที่ยง
ถึงเข้านอนประมาณตีสามตีสี่
สามวัน โหมหนักยิ่งกว่าอ่านหนังสือ เหอๆ
 
พอดูหนังหมด ก็อ่านนิยาย, ดูหนัง, รายการไต้หวัน ในเน้ต
หมดไปอีกสองวัน
 
สรุป ห้าวันติดไม่ออกจากบ้าน นับก้าวเดินไม่ถึงสองร้อยก้าว
แล้วก็มาสำนึกได้ว่า เฮ้ยแมร่ง ใช้ชีวิตได้โครตไร้สาระเลยอะ
แต่ก็เป็นห้าวันที่ผ่อนคลายมาก ไม่วุ่นวาย ไม่ต้องคิดอะไร(สมองฝ่อไปเลย)
 
พอวันที่หก (19-01-2552) เสบียงหมด+เบื่ออยู่บ้าน+คืนหนังสือ(นิยาย)ที่ห้องสมุด+จ่ายค่าแก๊ส
เลยออกไปหาข้าวกินข้างนอก
 
หิวมาก แล้วอารมณ์แบบ "โหย อยากกินเกี๊ยวร้านป้าวะ"
(เด็กไทยบีแอลซียู น่าจะรู้จักกันทุกคน อิอิ)
 
พอไปถึง ร้านปิดทำความสะอาด... - -'''
(เดินผ่านร้านหม่าล่า ก็ปิดอีก)
 
เราก็ โอเค ไม่เป็นไร ไปคืนหนังสือก่อนเดี๋ยวหาแวะร้านไดมอนแทน
พอไปถึงห้องสมุด มีป้ายแปะไว้ "เปิดทำการ บ่ายสองครึ่ง"
ดูนาฬิกา ยังไม่บ่ายสองเลย
 
เลยตัดสินใจเดินไปร้านไดมอนกินข้าว(หิวมากกกกก) กะว่ากินเสร็จก็พอดี ห้องสมุดเปิด
ไปถึงหน้าร้าน... ป้ายแปะว่า "ปิดช่วงฤดูหนาว เปิดร้านเดือนกุมพา"
 
เราก็เดินต่อไปอีกนิดเพื่อจะดูว่าโรงอาหารมอ.เปิดไหม(แต่ก็คิดไว้ว่าน่าจะปิด)... แล้วมันก็ปิดจริงๆ
อารมณ์เซ็งมากมาย จะมีอะไรให้กุกินบ้างเนี่ยะ
 
เดินไปซุ้มที่ขายขนม สองซุ้ม ก็ปิดหมด
 
เลยเดินต่อไป.. จ่ายค่าแก๊ส จ่ายเสร็จ
ก็คิดว่าจะไปกินข้าวร้านไหนวะ เดินไปฮว๋าเหลียน(ชื่อห้าง)หาไรกินเลยดีกว่า หนังสือคืนวันหลังละกัน
(ตอนแรกกะว่าทำธุระอะไรเสร็จก็จะไปฮว๋าเหลียนหาซื้อเสบียงที่นั่นอยู่แล้ว)
 
แต่เดินไปหน่อยนึง ตระหนักได้ว่า ตัวเองลากสังขารไปไม่หวแน่นอน หิวโครตๆไม่มีแรงเดิน
เลยมุ่งหน้าไปฮุ่ยอี้จงซิน ร้านอาหารที่ใกล้ธนาคารที่เรามาจ่ายค่าแก๊สที่สุด
แต่เหมือนสวรรค์แกล้ง มันดันปิดอีก - -''' ร้านขนมในนั้นก็ไม่ขายอีก เง้อ
 
ไม่มีทางเลือก ตัดสินใจเดินกลับ กะว่าไปฮว๋าเหลียนแทนก็ได้ฟระ แมร่ง
 
เดินได้สิบห้านาที ใกล้ตึกสิบเจ็ด โทรหาพี่ก่อง ขอเมนูข้าวด่วน 
(ถ้าไปกินที่ฮว๋าเหลียนต้องเดินอีก สิบนาที คิดๆ โอย ไม่ไหววะ จะเป็นลม เหอๆ)
 
สุดท้ายก็โทรสั่งข้าวมากิน นั่งกินที่ห้องพี่ก่อง รอดตายT_T
(ถ้าทนไหวจริงๆ ก็ไม่อยากรบกวนนะคะพี่ แต่มันทนไม่ไหวแล้วง่า - -')
 
 สรุปวันนั้น ได้รู้ซึ้งว่า " มีเงินกินข้าว แต่ไม่มีข้าวกิน มันแสนจะทรมาน "
และเหตุนี้ ก็อาจจะทำให้ปิดเทอมฤดูหนาวปีหน้า วางแผนว่าจะกลับไทย เหอๆ
 
 
 
PizzaPizzaPizzaPizzaPizzaPizza
 
雍和宫 วัดลามะ [2009_01_20]
 
ประวัติโดยคร่าวๆของวัดลามะ
ในสมัยก่อน 雍和宫 เป็นวัง แต่ในปี1744ได้ถูกเปลี่ยนเป็นวัด
และหลังคาของวัดลามะแห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง เมื่อจักรพรด์หย่งเจิ้งสิ้นพระชนม์
 
แผนผังวัดลามะ สังเกตุว่า จะเป็นทางยาวเข้าไป และแบ่งเป็นชั้นๆ (5ชั้น)
หากขีดเส้นตรงกลางก็จะแบ่งสองฝั่งได้เท่ากันพอดีเป๊ะๆ
( สถานที่อื่นของจีน ไม่ว่าจะเป็น กู้กง เทียนอันเหมิน จะถูกเน้นจัดแบ่งสองฝั่งเท่ากันหมด )
 
Photobucket
 
 
ที่ขายบัตรผ่านประตู
บัตรผ่าน 25หยวน (ถ้าแสดงบัตรนร.ได้ลดครึ่งนึง)
เวลาเปิดให้เข้าชม 9:00-16:30น.
 
 Photobucket
บัตรไฮโซงะ ไม่ใช่กระดาษธรรมดา แต่คล้ายซีดีแผ่นเล็ก ใช้สแกนบาร์โค้ดเวลาเข้า (ลืมถ่ายบัตรมาให้ดู เหอๆ)
 
 Photobucket
สแกนบัตรเสร็จ ผ่านเข้ามาจะเป็นทางเดินยาว ต้นไม้สูงวางขนาบสองข้างทาง
(ถ้ามาฤดูใบไม้ผลิ ก็จะเขียวร่มรื่น ฤดูใบไม้ร่วงก็จะสีเหลืองอร่าม แต่พอดีเรามาฤดูหนาว กิ่งก้านแห้งๆไร้ความชุ่มชื่นแบบนี้แหละ)
 
 
 
ถึงละ ประตูสีแดงที่ว่า.. ประตูเจาไท่ (昭泰门)
 
Photobucket
 
 
 
เมื่อเดินผ่านประตู昭泰门เข้ามาแล้ว ก็จะพบประตูยงเหอ (雍和门)
สถานที่สักการะด่านแรก 
 
 Photobucket
นักท่องเที่ยวค่อนข้างบางตา
จะมีคนจีนที่มาไหว้พระ กับนักท่องเที่ยวต่างชาตินิดหน่อย (เจอทัวร์คนไทยด้วย อิอิ)
 
 
 
ฝั่งซ้ายกับขวาของ雍和门 จะเป็นศาลาในรูปด้านล่าง
(สองฝั่งเหมือนกัน แต่ในภาพเป็นฝั่งซ้ายมือ)
西碑亭
Photobucket
 
 
 
เมื่อเดินทะลุ雍和门เข้าไปจะพบกับกระถางธูปโบราณ
สร้างขึ้นในปีค.ศ.1747 และใช้เฉพาะกับจักพรรดิ์(สมัยราชวงศ์ชิง)เมื่อมาไหว้พระที่วัดแห่งนี้
และมีแค่สองอันในประเทศจีนเท่านั้น อีกอันตั้งอยู่ในกู้กง 
钢鼎 和 四体碑文亭
Photobucket
จะมีป้ายแปะว่า ห้ามโยนเหรียญ แต่คนจีนก็ยังโยนกันใหญ่ เหอๆ
 
 
 
หลังจากที่เดินเข้าไปอีก ก็จะเป็น
雍和宫殿
Photobucket
  จะมีพระพุทธรูปวางไว้ห้าองค์(?ถ้าจะไม่ผิด?)
แต่ละองค์จะคล้ายๆในรูปด้านล่าง
พระใน雍和宫殿
 Photobucket
(จริงๆในส่วนของที่เก็บพระพุทธรูปต่างๆ เขาห้ามถ่ายรูป แต่เราแอบถ่าย คงไม่เป็นไร..เหอๆ)
 
 
 
  เมื่อเดินลึกเข้าไปจะพบ.. หย่งโยว่เตี้ยน
永佑殿
 Photobucket
เป็นทีพักของจักพรรดิ๋หย่งเจิ้งก่อนที่จะขึ้นครองราช
 
 
 
ส่วนภาพด้านล่าง ไม่รู้ชื่ออะ
แต่เห็นคนจีนเขาเอามือหมุนเหล็กตรงกลางไปตามเข็มนาฬิกา
คิดว่าน่าจะขอพร?? (ไปหาข้อมูลแล้วจะเอามาลงอีกที)
 Photobucket
 
 
 
เมื่อเดินลึกเข้าไปอีกจะเป็น ฝ่าหลุนเตี้ยน
法轮殿
ตรงกลางเป็นรูปปั้นของผู้ก่อตั้ง(ชื่อ จงกาปา 宗喀巴) ลัทธิหมวกเหลือง (ชื่อไทยไม่ชัวร์ แต่ชื่อจีน黄教)
(เพราะว่าลามะในลัทธินี้ จะใส่หมวกสีเหลืองที่มีรูปทรงอย่างในรูปปั้นใส่อะ) 
รูปปั้นของท่านจงกาปา (- -') เป็นสีทองอร่าม สูง6.1เมตร
Photobucket
และสองฝั่งของรูปปั้น ซ้ายขวาจะเป็นที่นั่งสวดมนต์ของลามะ
มีโคมไฟกับที่นั่งสีแดงเรียงเป็นแถวยาว
โดยลามะจะนั่งบนเบาะสีแดง และสวดมนต์ทุกเช้าและเย็นของทุกวันอย่างพร้อมเพรียง (ข้อมูลจากหนังสือ)
 
 
 
พระพุทธรูป(พระอรหัน)ใน万福阁
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรมาดูในวัดลามะแห่งนี้(มาแล้วไม่ดู ถือว่ามาไม่ถึง) 
Photobucket 
พระพุทธรูป(อรหัน)ที่ถูกแกะสลักจากไม้เพียงชิ้นเดียว มีความสูงทั้งสิ้น26เมตร แต่ถูกฝักไว้ใต้ดิน8เมตร
โผล่พ้นพื้นดิน18เมตร กว้าง 8เมตร น้ำหนัก100ตัน
โดยที่ตัวท่านจะมี ทอง เงิน ทองแดง เหล็ก และดีบุก แร่ทั้งห้าชนิดทาเคลือบไว้? (ไม่ชัวร์)
ไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งในสามสิ่งที่ควรมาดูในวัดลามะแล้ว ยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกสิ่งหนึ่งในเมืองจีนด้วย
และมือของรูปแกะสลัก
ข้างขวาที่ตั้งขึ้น หมายถึง พระพุทธสามารถขจัดทุกข์ของสรรพสิ่งได้
ข้างซ้ายที่น้อมลง หมายถึง พระพุทธสามารถทำให้สิ่งปรารถของสรรสิ่งเติมเต็มได้
 
 
 
(จริงๆในวัดลามะจะมีป้ายห้ามถ่ายรูปเยอะมาก เราก็นะ... ด้วยความว่องไว ได้ภาพในที่ไม่ควรได้มาหลายภาพ
เดี๋ยวกลับไทยต้องไปทำบุญล้างบาปหน่อยแล้ว เหอๆ)
 
 
ส่วนที่เหลือก็เป็นรูปวิวในวัดลามะ
เพราะไปคนเดียว ไม่มีเพื่อนไป เลยไม่มีรูปตัวเอง จะตั้งถ่ายก็เขิล เอิ๊กๆ
Photobucket 
รูปนี้จะถ่ายให้ติดพระลามะ
ลามะบางคนผ้าผูกเอวเป็นสีเหลือง บางคนก็สีแดงแบบในรูป (ไม่รู้แตกกต่างยังไง?)
 
 
 Photobucket
คนจีน ตั้งหน้าตั้งตาไหว้กันใหญ่เลยอะ ส่วนเรา... ยกมือปะหลกๆสามที- -'''
 
 
Photobucket
วัดเขาดูโอ่อ่ากว่าวัดไทยเยอะเลย วัดไทยน่ากลัว เอิ๊กๆ
 
 
Photobucket
นักท่องเที่ยวบางตา... ดี ชอบ
 
 ข้อมูลวัดลามะในเว็บนี้แปลมาจากหนังสือกับในเน็ต หากมีข้อมูลที่ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
 
อิอิ
 
 
แล้วแถววัดลามะก็มีร้านอาหารให้เลือกเยอะเหมือนกัน
แต่ร้านที่จะแนะนำคือ ร้านติ่มซำที่ขึ้นชื่อ
 
ร้านจินติ่งซวน (金鼎轩)
 
Photobucket
 
 
 บรรยากาศในร้าน
 

Photobucket

ที่ร้านนี้มีตั้งแต่ของว่างไปจนถึงอาหารหลัก

และคนส่วนใหญ่ที่มาร้านนี้จะเน้นกินพวกติ่มซำ กับของว่างส่วนใหญ่ เพราะเขาขึ้นชื่ออะ (หรือเปล่า? อิอิ)

แต่วันนั้นที่ไป แบบว่าหิวมาก ก็เลยสั่ง烧鸭汤粉มากิน (เน้นอิ่ม)

ราคา 28หยวน (ถ้าจำไม่ผิด)

  Photobucket
 

เส้นเหมือนเส้นใหญ่บ้านเรา มีเนื้อเป็ดกับผักนิดหน่อย

รสชาติ จืดดดดดสนิท (ต้องขอซิอิ๊วเขามาใส่อะ)

 
ตามด้วย 北方蔬蒸饺 ราคา 7หยวน (ไม่ชัวร์ เพราะลืมจดราคามา)
 
 Photobucket
 
เป็นเกี๊ยวนึ่งไส้ผักตามแบบฉบับของชาวเหนือ อิอิ
ผักสมชื่อ แค่กัดคำแรกก็.... ผัก(จืด)
(แต่ซิอิ๊วช่วยได้เสมอ)
(รสชาติสู้เกี๊ยวร้านป้าราคา4.5หยวนไม่ได้อะ)
 
 
เกี๊ยวจีน กับเกี๊ยวญี่ปุ่นจะไม่เหมือนตรงที่ เกี๊ยวจีน แป้งจะหนากว่าเกี๊ยวญี่ปุ่น
(เน้นเพื่อพลังงาน ฮ่าๆๆๆ)
 
 
CameraCameraCameraCameraCameraCamera

13/01/2009

•°¤*Harbin[2009_01_08-12]*¤°•

เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ
แปบๆเราก็จากฮาร์บินกลับมาอยู่ปักกิ่งละ Y_Y
 
ทัวร์ฮาร์บินที่ทางBLCUจัดขึ้น
พานศ.ต่างชาติไปเที่ยว(校游)เริ่มต้นการเดินทางที่สี่แยกหน้าตึกห้องสมุด
 
2009/01/08 _ 18:45
นร.เริ่มทยอยมาตามเวลาและสถานที่ที่อ.นัด
 
2009/01/08 _ 19:00
นร.นำสัมพาระขึ้นรถบัส และเริ่มเดินทางไปท่ารถไฟของเมืองปักกิ่ง
 
2009/01/08 _ 21:30
รถไฟ ปักกิ่ง-ฮาร์บิน ออกจากท่า มุ่งหน้าสู่ฮาร์บิน
และนร.ต้องนอนบนรถไฟหนึ่งคืน
 
2009/01/09 _  07:45
ผู้โดยสารเริ่มตื่นมาล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมตัว เพราะจะถึงฮาร์บินในช่วงเวลา08:45
 

Photobucket

ภาพ : หน้าต่างบนรถไฟ กระจกด้านในมีน้ำแข็งเกาะ (ไม่ใช่ในตู้เย็นนะ อิอิ)

2009/01/09 _  10:00
ถึงฮาร์บิน มุ่งหน้าสู่โรงแรมเพื่อเก็บสัมพาระต่างๆ
 
2009/01/09 _ 13:00
หลังจากทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว สถานที่แรกที่เราไปกันก็คือ..
สวนเสือของฮาร์บิน (哈尔滨,东北虎园)
 
 Photobucket
ภาพ : จะให้นั่งรถตู้เข้าไปดู คล้ายสวนสัตว์เปิดบ้านเรา
 
 

Photobucket

เพราะอากาศที่นี่ติดลบ20 เสือที่นี่เลยจะอ้วนมาก และขนแน่นดูนุ่มๆ อิอิ

และสิ่งที่ขึ้นชื่อของสวนสัตว์แห่งนี้ก็คือ..

 น้องเสือขาวของเรานั่นเอง... (ดูท่าดิ เหมือนแมวกวักเลยอะ ฮ่าๆๆๆ )

Photobucket

 

2009/01/09 _ 15:15

หลังจากที่เราชมเสือกันเสร็จแล้ว ก็นั่งรถต่อมายังสถานที่ท่องเที่ยวที่2

เกาะพระอาทิตย์ (太阳岛,雪雕)

 Photobucket

ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงเรื่องแกะสลักหิมะในโลกเลยทีเดียว

ซึ่งในแต่ละปี ก็จะมีนักแกะสลักหิมะจากทั่วโลกมาแกะกันที่นี่

และรูปหิมะที่สลักในแต่ละปีก็จะแตกต่างกันไปด้วย

 Photobucket

กว่าจะแกะสลักเจ้าตัวนี้จากหิมะก้อนสี่เหลี่ยมได้ จะใช้เวลากี่ชม.กันเนี่ยะ - -''

 Photobucket

ลักษณะหิมะที่แกะเสร็จแล้ว มีตั้งแต่การ์ตูนสำหรับเด็ก ไปจนถึงรูปอาร์ตมากจนดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร

แต่ก็นับถือคนแกะสลักมาก เพราะต้องทนกับอากาศที่หนาวจัดทั้งวันแบบนี้ สุดยอด!

(ผ้าพันคอ อภินันทนาการจากอุ่มอุ๊ม กับบุ่มบุ๊ม แตงค์นะจ๊ะ อิอิ)

 Photobucket

ภาพนี้ไม่ต้องบอกก็คงดูกันออกว่าเป็นรูปอะไร อิอิ

เศษหิมะที่แกะออกมา กองสูงท่วมหัว แต่สักพักก็จะมีรถมาขนเศษหิมะพวกนี้ออกไปทิ้ง

(เพราะมันไม่ละลาย เอิ๊กๆ)

Photobucket

หนาวขนาดไหนคิดดู.. ไอน้ำที่เราหายใจออกมา เกาะขนคิ้วแล้วแข็งเป็นน้ำแข็งงะ- -'''''

 Photobucket

 

2009/01/09 _ 19:15

หลังจากทานมื้อเย็นกันเสร็จ เราก็เดินหน้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อแห่งที่ 3

เมืองน้ำแข็ง (冰雪大世界,冰灯)

จะเปิดให้เข้าชมช่วงเย็นไปถึงดึกในละวัน

 Photobucket

จริงๆไม่ค่อยแน่ใจว่าชื่อไทยเรียกว่าอะไร เหอๆ

ดูแล้วเหมือนสวนสนุก ข้างในก้อนน้ำแข็งจะมีหลอดไฟอยู่

ถ้าขึ้นไปบนบ้านที่จากก้อนน้ำแข็งให้ระวังลื่นมากๆ ขนาดเราเองระวังแล้ว ยังเกือบลื่นตั้งหลายครั้ง

ยิ่งถ้าผู้สูงอายุ ต้องระวังสุดๆ อาจลื่นล้มเป็นอันตรายได้

พยายามเหยียบบนหิมะ อย่าเหยียบบนก้อนน้ำแข็งโดยตรง

 Photobucket

โดนส่วนตัวรู้สึกที่นี่หนาวที่สุดในทัวร์ครั้งนี้

คงเพราะเป็นตอนมืด และใส่กางเกงแค่ 2ชั้น (ในลองจอน นอกยีนส์ )

หนาวแบบขาแข็ง ยกขาไม่ได้ ปวดกระดูกเลยอะ

แนะนำถ้าใครจะมาก็เตรียมความพร้อมมาให้ดีๆ

ถุงมือ ถุงเท้าหนาๆ ผ้าพันคอ หมวกที่ปิดหู ลองจอน

เสื้อกันลม(ขนเป็ดก็ดี ไม่เป็ดก็ได้)  ผ้าปิดปาก(มีก็ดี ไม่มีก็ได้)

 Photobucket

นอกจากเดินดู ถ่ายรูป ก็ยังมีเกมให้เล่นฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่เสียแรง อิอิ

ในภาพ พื้นเป็นน้ำแข็งไม่ใช่หิมะ เพราะงั้นเวลาเดินจะลื่นมาก ต้องระวัง

แต่พอไปนั่งเก้าอี้ที่เขาให้เล่น อย่าคิดว่ามันลื่นนะ จะไปข้างหน้าทีต้องใช้แรงแขนมากเลย

(หรือตัวเราหนักวะ เหอๆ)

 Photobucket

糖葫芦 ผลไม้เคลือบน้ำตาล ไม่รู้อร่อยไหม แต่รู้อย่างนึงว่ามันแข็งมาก

Photobucket

สาเหตุที่ว่า ทำไมเมืองน้ำแข็งถึงเปิดแต่เวลากลางคืน เพราะกลางวันเป็นแบบนี้...

จริงๆก็ไม่ใช่ไม่สวยนะ... แต่มันดู.... สวยแบบวังเวงอะ

 

 

2009/01/10 _ 08:00

ออกเดินทางจากโรมแรมไปกินข้าวเช้า ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ลานสกีฝึกหัด อิอิ

เพราะว่าลานสกีอยู่ห่างจากตัวเมืองฮาร์บินออกไป และอยู่ในเขา การเดินทางลำบาก

ทำให้ใช้เวลานั่งรถนานมากกกก เลยต้องตื่นเช้า ออกเร็ว เพื่อจะได้เล่นนานๆ อิอิ

 

 2009/01/10 _ 11:00

Photobucket

มาถึงลานสกี เราก็นั่งรถม้าลากตากหิมะเล่นๆ นั่งไปนั่งกลับ ไม่มีอะไร

   

ช่วงเช้า หลังจากนั่งรถม้าลากเสร็จ เราก็ไปเล่นสกีแบบนั่ง แต่แบบว่า...

เล่นเพลินอะ.. เขาเลยลืมถ่ายรูป

(จริงๆไม่สนใจจะถ่าย เพราะเล่นติดลม ฮ่าๆๆ)

ช่วงบ่ายหลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ ก็เล่นสกีแบบตั้งไข่ ฮ่าๆๆๆๆ

(อาจไม่เข้าใจมุกเรา หมายถึง เล่นไปล้มไปนั่นเอง อิอิ)

 Photobucket

 

ตอนแรกเราเป็นคนที่มีปัญหากับรองเท้ามากที่สุด เวลาจะให้รองเท้าติดกับไม้

ต้องให้ลงล๊อก ไม่งั้นรองเท้าก็จะไม่ติดกับแผ่นไม้ (ยัดหัว แล้วเหยียบ)

แต่สุดท้าย เราเป็นคนที่ถอดกับใส่รองเท้าคล่องสุด

เพราะ...

ด้านข้างของสนามจะมีเครื่องที่พานักเล่นสกีขึ้นไปบนยอดโดยไม่ต้องถอดไม้แยกกับรองเท้า

แต่หลังจากที่เราใช้เครื่องนั้นแล้ว มันน่ากลัวมากกกกกก(โครตๆอะ)

เราก็เลยต้องแยกไม้กับรองเท้าแล้วแบกไม้เดินขึ้นเขาแทน

ถึงจะเหนื่อย(โครต) ขนาดที่ว่าขึ้นไปถึงจุดที่เราต้องการจะสไลด์ลงมา ต้องขอพักหายใจก่อนชั่วครู่ใหญ่เลยอะ

เพราะเหตุนี้แหละ เราเลยคล่องเรื่องถอดไม้กับใส่ไม้ไปเลย เหอๆ 

 Photobucket

 

2009/01/10 _ 16:30 

หลังจากเล่นมาทั้งวัน ก็ถึงเวลาอาหารเย็น

 ช่วงนั่งรถไปร้านอาหาร กระจกรถเป็นน้ำแข็ง มองข้างนอกไม่เห็นอะไรเลย

Photobucket

 ขนาดไอติมยังวางขายกันข้างทาง ไม่ละลายอะ (ดี ไม่เปลืองค่าไฟตู้แช่ เหอๆ) 

Photobucket

 เมืองฮาร์บินมีอีกอย่างที่ไม่เหมือนใคร คือ..

รูปแกะสลักน้ำแข็งที่วางอยู่ข้างถนนใหญ่ 

เดินมาถ่ายรูปนี่ ต้องระวังลื่นหัวแตกอีก

Photobucket

 

 2009/01/11 _ 08:00

คืนห้องที่โรงแรม กินข้าวเช้า และไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกของวันที่สาม

โบทถ์โซเฟีย?? (哈尔滨索菲亚教堂)

 Photobucket

โบทถ์แห่งนี้ใช้เวลาสร้างถึง 9 ปี เพราะหินแต่ละก้อนที่ใช้สร้างนั้นเขาขนย้ายมาจากรัสเซีย (ขนาดนั้นเลย)

และสัญลักษณ์ของไม้กางแขนบนยอดโบทถ์แห่งนี้ก็ไม่เหมือนไม้กางเขนทั่วไป ตรงที่..

ด้ามของไม้กางเขนจะมีขีดขวางสั้นๆเพิ่มขึ้นมาหนึ่งอัน (ข้อมูลจากไกด์ทั้งนั้นเลย ผิดก็ไปโทษไกด์นะ เหอๆ)

 

Photobucket

โดนปล่อยให้ถ่ายรูปหน้าโบทถ์แค่สิบนาทีเท่านั้น

 

2009/01/11 _ 09:50

สถานที่นี้ก็ สิบนาทีเช่นกัน

อนุสาวรีย์ชัยของฮาร์บิน (ประมาณนั้น) 哈尔滨防洪纪念塔

 Photobucket

บริเวณกว้างมาก ติดแม่น้ำ ซึ่งตอนนี้เป็นน้ำแข็งหนา มีคนเล่นสเก็ตเยอะมาก

 

2009/01/11 _ 10:20

การแสดงว่ายน้ำในฤดูหนาว (冬泳)

Photobucket

ส่วนใหญ่จะเป็นลุงๆป้าๆ บางท่านก็เกษียนแล้ว

ถึงจะอายุเยอะ แต่ก็แข็งแรงมาก

มีหลายคนบอกว่า น้ำเขาให้อุ่นหรือเปล่า ซึ่งอันนี้เราก็ไม่รู้เหมือนกัน

แต่ถึงจะทำให้อุ้นยังไง พอลุงๆป้าๆเดินขึ้นสระมาก็ต้องหนาวอยู่ดี จริงไหม

เพราะงั้น ข้าน้อยขอคารวะ (ตอนถ่ายนี่ หิมะตกด้วย เหอๆ)

บางคน ว่ายเสร็จ ขึ้นมานอนบนพื้นที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เอาหิมะบนพื้นลูบตัว (ฮาร์ดคอร์ได้อีก)

  

 

2009/01/11 _ 11:20

สถานที่สุดท้ายในทริปฮาร์บินของเรา

หมู่บ้านรัสเซีย (俄罗斯小镇)

Photobucket

เป็นการจำลองหมูบ้านแบบรัสเซียขึ้นมา

ซึ่งไกด์บอกว่า คนในนี้ก็เป็นคนรัสเซีย

แต่พอกุยกกล้องถ่ายในบ้าน คนในบ้านตะโกนออกมาเป็นภาษาจีนว่า

"ในบ้านห้ามถ่ายรูป ในบ้านห้ามถ่าย"

(ไหนว่าเป็นคนรัสเซียไงวะ แมร่งขี้โม้ชิบ)

 

 Photobucket

โดยส่วนตัวชอบหมู่บ่านนี้อะ เพราะคนน้อยดี สงบ ไม่วุ่นวาย

แล้วก่อนเข้าหมูบ้านต้องซื้อพาสปอร์ต แล้วมีปั๊มเหมือนบินข้ามประเทศแบบนั้น (แต่จริงๆแค่ก้าวเข้าประตู)

ไฮไซเชียว ฮ่าๆๆๆ

 Photobucket

ดูรูปนี้ เหมือนใส่สูท ผูกเน็กต์ไท แต่ดันพันผ้าพันคอสีขาว....- -''

(หน้าก็กลมได้อีกฉัน - -''')

หลังจากนี้ เราก็ไปกินข้าวเที่ยง แล้วก็นั่งรถไฟกลับปักกิ่ง

ถึงปักกิ่งเวลาห้าทุ่มครึ่ง

หมดทริปฮาร์บิน

 

ความรู้สึกตอนนั่งรถไฟกลับปักกิ่ง

ใจหาย กลับปักกิ่งแล้วเราจะทำอะไรดีอะ จะเที่ยวไหนดีอะ ต้องเบื่อแน่ๆเลย..

 

ความรู้สึกแรกที่กลับจากฮาร์บิน ถึงปักกิ่ง

ปักกิ่งเป็นเมืองที่พัฒนาแล้วเหมือนกันนะเนี่ยะ สิวิไรท์เหมือนกันแฮะ ฮ่าๆๆๆๆ

 

สุดท้ายของบล๊อกนี้

แย่แน่ๆถ้าไปฮาร์บินโดยไม่มีมัน..

 Photobucket

มันคือ..

แผ่นแปะทำความร้อน กับถุงร้อนนั่นเอง

ไว้แปะตามเสื้อผ้า กับถือไว้ในมือ ช่วยให้อุ่นได้ 12ชม.

แจ่มมากๆ

 

สรุปว่า.. สนุก 

ใครไม่เคยไป อยากให้ลองไปดูสักครั้ง

(อยากไปกับเพื่อนๆจังเลย อิอิ)

ถ้ากลัวไม่สบาย ก็เตรียมแก้หวัดไปกินด้วย

ถ้ากลัวหนาว ก็ขนเสื้อผ้าไปเยอะๆ 

ประสบการณ์ ที่หาไม่ได้ในเมืองไทย

 

AutoAutoAutoAutoAutoAuto

 

08/01/2009

•°¤*ของขวัญปีใหม่ให้ตัวเอง*¤°•

 
ปีใหม่ผ่านไป แต่กลิ่นไอของปีใหม่ยังไม่จางหายไป
(หรือเปล่า อิอิ)
 
ถ้าใครรู้จักเพื่อนคนนี้ดี จะรู้ว่า เราไม่ใช่คนชอบช็อป (เสื้อผ้า) แต่ชอบเดินดู
ยกเว้นเสียแต่ว่า จำเป็นจริงๆ ก็จะซื้อพอประทังชีวิต ฮ่าๆๆๆๆ ขนาดนั้น
 
แต่ปีใหม่นี้ เนื่องจากว่าเรามีโครงการเที่ยว
ที่จะต้องไปเผชิญกับสภาพภูมิอากาศที่ติดลบถึง 30องศา( ไม่ใช้ปักกิ่ง แต่เป็นฮาร์บิน) แล้ว
ก็เกิดอาการหวั่นๆ ว่าจะลากร่างแช่แข็งของตัวเองกลับมาถึงปักกิ่งไหวอะเปล่า
เราเลยต้องเตรียมพร้อมสักหน่อย
ด้วยการ ช็อป
อิอิ
 
สถาที่ช็อป ตลาดรัสเซีย ของปักกิ่ง (永安里地铁站ประตูA,秀水街 )
ทุกตัวเป็นของก๊อปหมด (บอกตรงๆมิอาย ฮ่าๆๆๆ)
 
ตัวแรก
 
เสื้อมีฮูด abercrombie
ราคา 120 หยวน
ด้านนอกสีเทา ข้างในเป็นขนนิ่มๆสีขาว
ตอนแรกดูสีน้ำตาล แต่ไม่มีไซส์ เลยต้องเอาสีนี้ เพราะตัวเล็กสุดแล้ว - -'''
 
Photobucket
 
 
ตัวที่สอง
 
แจ็กเก็ตมีฮูด nike
ราคา 165 หยวน (แอบแพง)
ผ้าเหมือนจะกันน้ำ บนขาว ล่างน้ำตาล
ไม่ถึงกับชอบมาก แต่เดินเหนื่อยแล้ว และก็จำเป็นต้องใช้ เลยซื้อ
 
Photobucket
 
 
 
ชิ้นที่สาม
 รองเท้าเดินบนหิมะ ugg
ราคา 120 หยวน
ด้านนอกเป็นหนังคล้ายกำมะหมี่สีน้ำตาล ด้านในเป็นขนแกะ
(คนขายมันหลอกเปล่าวะ)
ไว้ช่วยไม่ให้ลื่น เขาว่างั้น...
 
 
Photobucket
Photobucket
 
 
 
อย่างสุดท้าย
แผ่นหนัง 3เรื่อง มีเรื่อง..
หัวใจช๊อกโกแลต (甜心巧克力),不良笑花,  射雕英雄传
แผ่นละ 7หยวน
 
Photobucket
 
 
ตอนแรกว่าจะอัพของเพื่อนที่ไปเดินซื้อของด้วยกันด้วย
(ขออนุญาติเขาเรียบร้อยแล้ว)
แต่คิดไปคิดมา.. อย่าเลยเนอะ
มันดูล่วงละเมิดพื้นที่ส่วนบุคคลไปหน่อย
เอาเป้นว่า อัพแต่ของตัวเองนี่แหละ ดีละ อิอิ
 
ปล1. ทุกตัวยังไม่เคยใช้ เพราะพึ่งซื้อ ไม่รู้ว่าอุ่นหรือเปล่า
ปล2. ถ้าอยากรู้ราคาไทย ไปเปลี่ยนเป็นเงินไทยกันเองเน้อ
 ปล3. ทุกตัวเป็นของก๊อป ไม่ใช่ของแท้
 
 
MoneyMoneyMoneyMoneyMoneyMoney
 
 
แล้ววันนั้นเราก็ไปกินข้าวร้าน RedStation ตรงจงกวนชุน ด้วย
 
บรรยากาศภายในร้าน
 
ไม่มีคน...
Photobucket
 
 
เมนูของร้าน
 
 Photobucket
 
กินกันผู้หญิง 5 คน แต่สั่งมากินกัน 7 อย่าง
- -'''''
 
ปล. ไม่ขอพูดถึงรสชาติ แต่คะแนนรวมร้านนี้ 3/5ละกัน
ไม่ค่อยถูกปาก เพราะมันออกไปทางอาหารฝรั่ง
เลี่ยนๆอะ และราคาค่อนข้างแพง
 
อย่างแรก
ไก่เผ็ดชีส 88 หยวน (奶酪火辣鸡)
 
Photobucket
 

Photobucket

 

อย่างที่สอง

แฮมห่อเห็ดเข็มทอง 25 หยวน(培根卷蘑)

 Photobucket

 

อย่างที่สาม

ชื่อไทยอะไรหว่า? เป็นข้าวผัดที่บางๆติดอยู่ก้นจาน

โรยหน้าด้วยเนื้อ ข้าวโพดถั่วต่างๆ แล้วทับด้วยชีส

ราคา 38 หยวน

 Photobucket

 

อย่างที่สี่

ไส้กรอกอบชีส ราคา   38 หยวน

 Photobucket

 

อย่างที่ห้า

สปาเก็ตตี้ไวท์ซอส? คำเดียว เลี่ยน (สำหรับเรานะ)

ราคา 36หยวน

 Photobucket

 

อย่างที่หก

ปลาหมึกเผ็ด ราคา 35 หยวน

Photobucket

อย่างที่เจ็ด

สปาเก็ตตี้ทะเล 28 หยวน

Photobucket

 

จบไป....

PizzaPizzaPizzaPizzaPizzaPizza

 

ส่วนวันนี้วันที่ 8 มกราคม 2552 เวลา 19.00น.

เราจะเริ่มเดินทางมุ่งหน้าสู่ฮาร์บิน

หรือที่รู้จักกันในชื่อ "เมืองแห่งน้ำแข็ง"

กลับวันที่12 แล้วจะมาเล่าให้ฟังว่าเป็นยังไง

ไปละ แว้บบบบบ——

 

AirplaneAirplaneAirplaneAirplaneAirplane

 

03/01/2009

•°¤*X' Mas 2008 & New Year 2009*¤°•

 

คำเตือน : หน้านี้จะอัพยาวมากกกกกกกกก~ อัพข้ามปีเลย อิอิ
 
"สวัสดีปีใหม่ ทุกคนนะคะ"
 
 
เริ่มต้นด้วยภาพแห่งความสุขกับเทศกาลคริสมาสปี2551
 

Photobucket

ช่างภาพ : ปลา vesper_s

นางแบบ : อุ้ม ปู บุ๋ม สุ (ศิษย์เก่าKPN ไม่ใช่สถาบันสอนร้องเพลงนะ อย่าเข้าใจผิด อิอิ) 

สถานที่ : เซ็ลทรัทเวริ์ล ประเทศไทย (ใช่เปล่า)

แค่ดูหน้าก็รู้แล้วว่าสนุก ใช่ไหมเพื่อนๆ Y_Y

แฮปปี้ ลัลล้ากันน่าดูเลย อิอิ

 

ส่วนเรา

ต้องนั่งอ่านหนังสือสอบหัวฟู เศร้า

 Photobucket

ในภาพกำลังอ่านวิชา国情(สังคม?) เป็นวิชาสุดท้ายที่จะสอบในวัน31ธันวา สี่โมงเย็น

ภาพนี้เวลาตีสาม(ไม่ได้โหมอ่านขนาดนั้นนะ) คือง่วงมากๆเลยนอนก่อนตอนสี่ทุ่ม แล้วตื่นตีสอง

เล่นเน็ตก่อนถึงตีสาม แล้วอ่านหนังสือถึงตีห้าครึ่งแล้วนอน ตื่นเที่ยง สรุป อ่านวิชานี้ประมาณ 3ชม. - -'''

((ไม่ค่อยเป็นระบบเท่าไหร่ ไม่ควรเลียนแบบ เป็นครั้งแรกที่ทำแบบนี้

เพราะกลางวันมัวแต่ไปตะแล๊ดแต๊ดแต๋ข้างนอก กลับถึงบ้านสองทุ่ม เหนื่อย หมดแรง))

เนื้อหาวิชานี้เกี่ยวกับประเทศจีนโดยรวม เช่น

ประวัติตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ยุคเฟื่องฟู ช่วงตกต่ำ

การเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร

ที่ตั้งประเทศจีน สภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ

รัฐบาลจีน พรรคการเมือง การทูต ฯลฯ

และเป็นวิชาที่คะแนนโหดมาก กาถูกผิดกับกาเอบีซีดี ข้อละ3คะแนน 20ข้อ

คำถามเช่น จากตะวันออกถึงตกของประเทศเทศจีนยาวเท่าไหร่

หรือในยุคXXXเริ่มมีการใช้ธนบัตร ถูก หรือผิด ประมาณนี้

(กาผิด ก็หักไปเลย3คะแนน)

กับเขียนตอบข้อละ10คะแนน 4ข้อ 

คำถามก็จะประมาณว่า ระบบXXXมีความสำคัญอย่างไร

หรือ การเลือกตั้งXXXมีหลักการอย่างไร และผู้ที่ลงเลือกตั้งต้องมีคุณสมบัติอะไร บลาๆ~

เขียนผิด ตอบไม่ครบ ก็หักคะแนนกันไป

แนะนำรุ่นน้องรุ่นต่อไปที่จะมาว่า..

วิชานี้มีประโยชน์จริง แต่ถ้าไม่ชอบอย่าลงเด็ดขาด

(ไม่งั้นอย่ามาหาว่าพี่ไม่เตือนนะน้องนะ)

แนะนำว่า ถ้าแค่สนใจเรื่องพวกนี้เฉยๆ ค่อยไปหาอ่านเอานอกเวลาเต๊อะ 

 

เก็บตก ภาพบรรยากาศในห้องสอบ  

 Photobucket

 

  ComputerComputerComputerComputerComputer

 

ต่อไป วิชาวาดรูป 国画

30ธันวาเป็นคาบสุดท้าย เริ่มเรียนบ่าย2-4โมงเย็น

แต่เพราะเป็นการเรียนครั้งทุดท้าย ก็เลยพิเศษกว่าทุกครั้ง

คือ อาจารย์กับศิษย์3คน วาดรูปร่วมกัน

เริ่มต้นด้วย

Photobucket 

อ.ลงโครงโดยรวม

(เห็นอ.แต่งตัวแบบนี้อย่าคิดว่าคนขายผลไม้ที่ตลาดนะคะ อิอิ)

PhotobucketPhotobucketPhotobucket

นร.ลงมือตามค่ะ

พี่เล้ง กิ๊ฟ ชัช (เรียงจากซ้ายไปขวา คนไทยทุกคนค่ะ)

(ตั้งใจกันสุดฤทธิ์)

(ใส่เสื้อที่ปูซื้อให้วันเกิด สีชมพู แจ่มมาก อิอิ)

 

PhotobucketPhotobucket

ภาพโดยรวมค่ะ

ซ้ายเป็น牡丹 (ดอกโบตั๋น) ขวาเป็น 梅花 (ดอกเหมย)

 

 Photobucket

Photobucket

บรรยากาศตอนวาดค่ะ เข้าฌานกันทุกคนค่ะ อิอิ

 

Photobucket

ภาพสำเร็จค่ะ ผ่านการแก้ไขจากอ.เรียบร้อยแล้ว

(หน้ากลมมาก ไม่อยากอัพเลยภาพนี้Y_Y)

ใครวาดเยอะวาดน้อยไม่รู้ รู้แต่เราวาดไปประมาณ5%เองอะ เอิ๊กๆ

(滥竽充数的人就是我!哈哈)

 

กว่าจะวาดเสร็จก็ประมาณทุ่มครึ่ง กว่าจะกินข้าว กลับบ้าน

นี่แหละค่า เป็นสาเหตุว่าทำไมเราถึงกลับบ้านดึก และต้องตื่นมาอ่านหนังสือตีสาม เอิ๊กๆ

สรุป บ่าย2ถึงทุ่มครึ่ง สิงอยู่ที่นี่นะคะ อิอิ

 

 

เก็บตกภาพวาดในชม.เรียน

 Photobucket

牡丹 ดอกโบตั๋น

ภาพนี้เราวาด แต่ก็ผ่านการแก้ไขจากอ.แล้วนะคะ (แก้ไป80%เลยค่ะ ฮ่าๆๆ)

 

Photobucket

ตัวอะไรดูกันออกไหม? อิอิ

小鱼 ปลาตัวเล็กนั่นเอง

เราวาดอีกเช่นกัน 100% ไม่ผ่านการแก้ไขใดๆทั้งสิ้น ฮ่าๆๆๆ

(จริงๆมีปลาตัวใหญ่ด้วย แต่ที่เลือกภาพนี้มาอัพเพราะมีคนชม - -''' แกล้งชมเปล่าไม่รู้ เหอๆ)

 

Red roseRed roseRed rose

 

ต่อไปวันที่31ธันวา หลังจากสอบเสร็จหมดทุกวิชาแล้ว

สิ่งที่ทำต่อก็คือ กิน ค่ะ

Photobucket

เห็นปุบก็รู้ปับเลยว่าร้านอะไร

มันคือ ร้านชานม ชื่อร้าน 快乐柠檬 (HappyLemon) ตรงมุมห้างฮว๋าเหลียน

ร้านนี้ทำค่อนข้างอร่อย ราคาถูกสุด4หยวน แพงสุด15หยวน

ถ้าชานมไข่มุกธรรมดาประมาณ 8หยวน 

 

ร้านต่อไป

 Photobucket

หมูกะทะเกาหลี ตรงสี่แยก7-11

(ลืมชื่อร้าน)

กินทีหัวเหม็น เสื้อเหม็น

วิธีกินแบบในหนังเกาหลีเด๊ะ ไปดูเอาเอง

ที่มันห่อกันใหญ่ๆ แล้วยัดเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆนั่นแหละ

 แต่ว่า..อย่างที่เห็น เนื้อหมูสามชั้น น้ำมันไหลเยิ้มเยอะมาก

อย่างที่เขาว่าๆกัน กินอย่างไร ได้อย่างนั้น

เพราะงั้นไม่ควรกินทุกวัน จะกลายเป็นหมูสามชั้น

(แต่อร่อยอะ - -'''')

 

กินกันเสร็จก็กลับบ้านเกือบเที่ยงคืน

แต่หลังจากนั้นเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่

ไม่ขอเล่า เพราะปีใหม่ เรามาแฮปปี้กันดีกว่า

ลืมไป.. ขากลับเจอร้านขนมรถเข็น

"ขนมปลาไส้ช้อคโกแลต" 

 Photobucket

อยู่ปักกิ่งมาก็จะปีนึงละ พึ่งเคยเจอ เลยต้องลอง.. อิอิ

ตัวปลาเป็นแป้ง รสชาติทั่วไป ไม่ถึงกับกินไม่ได้ ราคา 1.5หยวน

 

 NoteNoteNoteNoteNoteNote

 

แล้วหลังจากปีใหม่.. เราก็ยังคงยุ่งต่อไป.. ฮ่าๆๆๆ

เรื่องของการ์ดอวยพรปีใหม่2552 นั่นเอง

ตอนแรกว่าจะเขียนแล้วส่งให้ก่อนปีใหม่ แต่ไม่ทันจริงๆ... เหอๆ

 

เริ่มต้นด้วย

การ์ดของเพื่อนๆ ส่งไปทั้งหมด 6ใบเป็นโปสการ์ด ที่มีรูปไม่เกี่ยวกับปีใหม่เลยสักนิดเดียว อิอิ

อะอะ.. แต่ความหมายพอไปได้นะคะ

((ไม่ได้ส่งให้ทุกคนอะ ถ้าไม่ได้เขียนให้ใครก็ขอโทษด้วยนะ (ไม่มีที่อยู่+หาที่อยู่ไม่เจอ))

(ใครอยากได้โปสการ์ดก็ทิ้งที่อยู่ไว้ละกัน ปีใหม่ปีหน้าจะส่งให้ อิอิ)

 

ด้านหน้าของโปสการ์ด

แถวบน

เป็นปฏิทิน+โปสเตอร์โฆษณาสมัยชิง(清代1986)ที่รุ่งเรือง

ยุคแรกๆที่เริ่มมีการใช้โปสเตอร์โฆษณาสินค้าด้วย (最早出现的商品海报)

ในภาพเป็นนางแบบที่ถือว่าสวยมากหรือพวกมีหน้ามีตาในยุคนั้น (时尚美女)

(บางคนสวยมาก อย่าตกใจ อิอิ)

แถวกลางและแถวล่าง

รูปตุ๊กตาสัตว์นำโชคของโอลิมปิกเกมส์ครั้งที่29 ปี2008 จัดขึ้น ณ กรุ่งปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

(北京2008年第29届奥林匹克运动会吉祥物——福娃)

จะมีทั้งหมด5ตัว ชื่อ (贝贝、晶晶、欢欢、迎迎、妮妮)

 

 贝贝 เป้ยเป้ย (ปลาสีฟ้า ตัวแทนของน้ำ และวงแหวนสีฟ้าในสัญลักษณ์โลลิมปิก) อวยพรให้ รุ่งเรือง

และทำไมต้องเป็นปลา (อยากรู้ อ่านด้านล่างนะคะ อิอิ)

 

晶晶 จิงจิง (แพนด้าสีดำมาจาก四川 เสฉวน วงแหวนสีดำ) อวยพรให้ สุขสนุก

ทำไมต้องแพนด้า เพราะ เป็นสัตว์คุ้มครอง国宝 และน่ารัก

 

欢欢 ฮวนฮวน (คบเพลิงโอลิมปิกสีแดง วงแหวนสีแดง) อวยพรให้ กระตือรือล้น

ทำไมต้องเป็นไฟ เพราะ เป็นการแกะสลักหรือวาดสัญลักษณ์ไฟที่สืบทอดมาแต่โบราณ

และสีแดงก็เป็นสีมงคลของชาวจีน

 

迎迎 อิ๋งอิ๋ง (ละมั่งหรือกวาง?สีส้ม มาจากที่ราบสูงของธิเบต 西藏 วงแหวนสีส้ม) อวยพรให้ แข็งแรง

ทำไมต้องเป็นละมั่ง เพราะ ละมั่งเป็นสัตว์คุ้มครองของจีน 藏羚羊 เป็นสัตว์ที่ปราดเปรียว

 

妮妮 นีนี (นกนางแอ่นสีเขียว ตัวแทนจากท้องฟ้า วงแหวนสีเขียว) อวยพรให้ โชคดี

ทำไมต้องนกนางแอ่น เพราะ ส่วนหัวของนีนี ที่เป็นรูปนกนางแอ่น

เป็นสิ่งที่สืบทอดมาแต่สมัยโบราณ คือ ว่าวรูปนกนางแอ่น   (沙燕风筝)แนวๆว่าวจุฬาของไทย

 

สัญลักษณ์ทั้งห้า เป็นการรวมตัวของ มหาสมุทร, ป่าไม้, ไฟ, พื้นดิน และท้องฟ้า

และชื่อของทั้งห้าตัวนี้ก็มาจากประโยค "北 京 欢 迎 你" อ่านว่า เป่ย จิง ฮวน อิ๋ง หนี่

แปลว่า "ปักกิ่งยินดีต้อนรับคุณ"

หรือ "Beijing Welcomes You"

และการที่เขาเอาแหวนทั้งห้าวงและห้าสีมาคล้องกันนั้น 

เพื่อจะสื่อว่าให้ทุกชาติ ทุกคน รักใคร่ปรองดองกัน

ทำโลกให้สงบสุข และพัฒนาให้เร็วและสูงขึ้นไปอีก เป็นการอวบพรทุกคนบทโลกนี้นั่นเอง

มาจากสโลแกน

同一个世界  同一个梦想

One World   One Dream

(คนจีนเชาชอบนักละ อะไรที่มันมีความหมายเนี่ยะ)

Photobucket

 

ด้านหลังโปสการ์ด

ทุกใบจะมีสัญลักษณ์หรือตัวอักษรที่เราวาดเอง

(สวยบ้างไม่สวยบ้างแต่ก็ตั้งใจวาดทุกใบนะ)

เนื้อความ แต่ละคนจะเขียนให้ไม่เหมือนกันอะ

(ทุกครั้งที่จะเขียนโปสการ์ดสักใบ..โดยส่วนตัวคิดว่าส่วนข้อความนี่แหละยากที่สุดเลย - -''')

(เพราะเนื้อที่มันน้อยมากเกินไปมั้ง ดังนั้นข้อความที่จะเขียน จะต้องสำคัญ สำหรับเราเองนะ คนอื่นไม่รู้อะ) 

และอย่างสุดท้ายสำหรับโปสการ์ดที่เราส่งทุกใบ (ถ้าไม่ลืมจริงๆ)

คือการแปะ สติกเกอร์

ไม่รู้เพื่อนๆเคยสังเกตุกันบ้างหรือเปล่า อิอิ

Photobucket

เห็นแล้วน่าจะรู้ใช่ไหม

ว่าเพื่อนคนนี้ตั้งใจทำแค่ไหน อิอิ

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขียนโปสการ์ดแต่ละใบ มันต้องใช้เวลาเยอะมาก

(เป็นเฉพาะเราคนเดียวเปล่าเนี่ยะ)

 นอนดึกยิ่งกว่าอ่านหนังสืออีก

(พูดจริงนะเนี่ยะ เรื่องตั้งใจอะ จะมีใครเชื่อบ้าง)

 

เขียนเสร็จครบหกใบเมื่อคืน พึ่งส่งไปวันนี้เองอะ

ส่งตอนกลางวัน แล้วตอนมืดก็มาอัพสเปซ ฮ่าๆๆๆ

 

และนอกจากโปสการ์ดของเพื่อนๆแล้ว

เราก็ยังเขียนการ์ดปีใหม่ถึงป๊าม๊าด้วย

เป็นปีแรกที่เขียน และก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขียนด้วย

(แต่ไม่เป็นครั้งสุดท้ายนะจ๊ะ อิอิ)

 

ที่คิดเรื่องเขียนการ์ดส่งไปที่บ้าน บอกตรงๆเลยว่ามาจากโบว์

เคยไปเป็นเพือนซื้อของให้โบว์ แล้วโบว์ก็ซื้อการ์ด บอกจะเขียนส่งให้พ่อแม่

เลยทำให้ลูกชั่วคนนี้สำนึกได้ว่า..

"ตั้งแต่เกิดมา กุยังไม่เคยทำแบบนั้นเลยอะ ไม่เคยคิดถึงเลยด้วย"

แตงค์กิ้วนะโบว์..Rainbow 

 

เอาล่ะ มาดูการ์ดกันดีกว่า..

ด้านนอก

เป็นลายวัวเป็นกระดาษแบบพับสามทบ แล้วมีตัวอัษร牛(วัว)โบราณ สำหรับสอดเก็บได้ (งงอะสิ ฮ่าๆ)

ด้านใน

เป็นรูปปลา(วาดเองนะคะ) ด้วยสีหมึก (水墨画)  กับข้อความสองภาษา จีน(ชมพู)และไทย(ฟ้า)

ส่วนเนื้อความ

"ความลับ" (ป๊าตังค์หมด ส่งด่วน ฮ่าๆ)

PhotobucketPhotobucket

"อย่าแอบเซฟไปแล้วขยายอ่านล่ะ ฮ่าๆๆ"

 

Photobucket

จริงๆวาดปลาหลายรูปมาก มีแบบปลาห้าตัว และสามตัว แล้วกะว่าจะเลือกภาพที่ดูดีที่สุด

แต่ภาพปลาหลายตัวมันยากตรงที่เราวาดตัวแรกกับตัวที่สองออกมาสวย แต่ตัวที่สามดันห่วย (ประมาณนี้)

(( ฝีมือยังไม่ดีพอ พึ่งขอให้อ.สอนวาดปลาเมื่อวันนี่30ธันวา (จริงๆวาดไม่ดีสักอย่าง ฮ่าๆๆ))

แล้วการวาดสีน้ำหมึก คือการใช้พู่กัน สีหมึก กับน้ำ

มันไม่สามารถใช้ยางลบลบ แล้ววาดแก้ใหม่ได้

สุดท้าย เลือกตัวเดียวแหละ ดีสุดแล้ว ฮ่าๆๆๆ

 

คนที่หลงผ่านมาอ่าน คงอยากรู้ว่า "ทำไมต้องเป็นปลาด้วยล่ะ!?"

จะเห็นว่าบล๊อกนี้จะมีปลาเยอะมาก ฮ่าๆๆๆ

ก็เพราะ คนจีนจะมีประโยคที่ว่า

"年年有鱼" แปลว่า ทุกปีมีปลา

ซึ่งการออกเสียงพูดจะไปพ้องเสียงกับประโยค 

"年年有余" แปลว่า ทุกปีมีเหลือ คือ เหลือเฟือเหลือใช้ ไม่อดอยาก นั่นเอง

เป็นประโยคอวยพรในวันปีใหม่ของชาวจีนที่นิยมมาก

 ก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไม เราถึงขอให้อ.สอนวาดปลา

 

E-mailE-mailE-mailE-mailE-mailE-mail

 

สุดท้ายและท้ายสุด

เรื่องของการไปเรียนในเทอมนี้ของเรา

ตารางเช็คการขาดเรียนของนร.

 Photobucket

เทอมนี้ไม่เคยขาดเรียนเลย อิ้วววววววว~ (ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการขาดเรียน)

(ไม่เคยสายด้วยนะ เด็กดีจริงๆเลย อิอิ)

ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก หิมะโปรย หรือปวดท้องเมนส์

เราก็จะแบกสภาพสุดโทรมของเราไปให้ได้

ที่ทำแบบนี้ก็เพราะ อยากได้ "ใบประกาศนร.ดี" นั่นเอง

ฮ่าๆๆๆๆๆๆ~~~

ไม่งั้นหรอ... มีสิทธิ์ ก็ต้องใช้ดิ อิอิ

 

ส่วนอีกเรื่องก็คือ

ผลการสอบวัดระดับภาษาจีน (HSK 汉语水平考试)

เคยสอบก่อนมาปักกิ่งเมื่อ 1ปีที่แล้ว ได้ระดับ 6

ตอนนี้ได้ระดับ 8 ละ

 Photobucket

แต่ละวิชาจะคะแนนเต็ม100 คะแนน มี4วิชา รวมคะแนนเต็ม400

 

ค่อยโล่งใจหน่อย เพราะมาเรียนรู้สึกว่าภาษาไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย

ยิ่งเรื่องการพูด ไม่ต้องพูดถึง ภาษาไทยนำลิ่ว

แต่พอได้ระดับดีขึ้น ก็รู้สึกโอเคอะ

อย่างน้อยเงินที่เสียไปก็ไม่ศูนย์เปล่าละ เอิ๊กๆ

 

MoneyRainbowRainbowRainbowRainbowRainbowRainbowRainbowRainbowRainbowMoney

 

17/12/2008

•°¤*น้องจีนลูกจารย์วิน*¤°•

พรุ่งนี้วันที่18/12/2551
จะสอบวิชาแรก ภาษาจีนโบราณ
อ่านหนังสือไม่ค่อยทัน แต่ก็ขอมาอัพสเปซหน่อยละกัน อิอิ
 
วันที่13/12/2551
อ.วินนัดเด็กม.รังสิตกินข้าวที่บ้าน
เวลาอ.วินนัดกินข้าวทีไร ดีใจทุกที เพราะรู้ว่าจะได้กินอ.ไทยที่อร่อยมากกกกกกกกกก
 
วันนั้นอากงทำข้าวมันไก่Red heart อ.วินทำน้ำจิ้ม
Red heartอร่อยยยยยยยยยยยยยยยยRed heart
ขอบคุณมากนะค้า อิอิ
 
หนังกินเสร็จ ก็นั่งคุยนั่งเล่นกัน บรรยากาศเป็นกันเองสุดๆ
ใครว่าอ.วินน่ากลัว ไม่จริงนะคะ อิอิ
 
 
PhotobucketPhotobucketPhotobucket
 
พี่ๆกำลังปรึกษาอ.วินเรื่องงาน และปัญหาต่างๆนะคะ
เครียดกันน่าดูเลยเชียว
 
 
 
 Photobucket
น้องจีนลูกอ.วิน
กับพี่พลอย(เสื้อแดง) กำลังล่อลวงน้องจีนอยู่ อิอิ
 
น้องจีนตื่นนอนใหม่ๆจะงอแงง๊อกแง๊งมากค่ะ
แต่สักพักใหญ่ผ่านไปจะไฮเปอร์มาก
 
มีกอดพี่มิ้ม ลากพี่มิ้มเข้าห้อง ฮา~
 
ป้อนขนมเรา
((เป็น(เด็ก)ชายคนแรกที่ป้อนเรา ยกเว้นพ่อ(ตอนเราเด็กๆ) รับผิดชอบเจ๊ด้วยนะ ฮ่าๆ))
 
เอาตุ๊กตาเป่าลมโลมา (海豚哥哥)ให้พี่ฝน
 
ปล่อยรัก(ตด)ให้พี่กล่องดม แล้วถามว่า "你还好吗?" พี่โอเคไหม?
 
ดูสิ นี่ขนาดยังเด็กนะเนี่ยะ
แล้วโตขึ้นจะขนาดไหน
 
ฮ่าๆๆๆๆๆ
 
 
PizzaPizzaPizzaPizzaPizzaPizza
 
 
อีกนิดนึง
 
วันนี้17/12/2551
 
ตอนกลางวันเลิกเรียน ไปกินเกี๊ยวกับ酸辣粉ร้านป้า
เราก็นั่งกับผู้หญิงสองคนเป็นชาวต่างชาติ
(ที่ร้านโต๊ะน้อยมาก)
พอสองคนนั้นกินเสร็จ ก็ลุกไป
 
แล้วมีเกาหลีผู้ชายสามคมมานั่งแทน
พูดอังกฤษกันไฟแลบเลย สำเนียงให้ด้วย
อยากพูดได้บ้างงงงง
อิจฉา
 
แต่เอาเถอะ
ภาษาจีนเราดีกว่า
 
อิอิ
 
MSN Messenger icon
 
สุดท้าย ท้ายสุด
 
ชื่อภาพ 《ไฟแดงไม่ช่วยอะไรเลย》
เป็นภาพที่ปกติมากในปักกิ่ง
คือ ไม่สนจะเขียวหรือแดง ข้ามดะ
 
 Photobucket
 ยืนรอกันกลางถนเลยทีเดียว จะเห็นไฟคนและไฟรถจักรยาน ว่ามันแดงแจ๋สะขนาดนั้น
 
 
Camera
 
13/12/2008

•°¤*ย้อนวันพ่อกับหิมะแรกของปักกิ่งปี2551*¤°•

 
 
 
ความคิดเห็นในหน้านี้เป็นของส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน
ฮ่าๆๆๆ
 
 
 
วันพ่อที่จัดขึ้นในปี2551 ณ.กรุงปักกิ่ง
 
งานเริ่ม6โมงโดยประมาณ(เวลาที่จีน) ที่ร้านอาหาร郭林,六道口
มีการจุดเทียน และร้องเพลงสดุดีในหลวง
 

Photobucket

ภาพบรรยากาศการจัดงาน

  Photobucket

สถานที่จัดงาน ร้านอาหาร郭林,六道口

 Photobucket

ภายในงานมีกิน ดื่ม(น้ำอัดลม) และประกวดร้องเพลง กับภาพถ่าย

 

Photobucket

นางแบบจำเป็นของเรา พี่กล่องกับน้องโบว์

 

ในการประกวดร้องเพลงปีนี้ น้องโบว์ของเรา

ได้เป็นตัวแทนม.รังสิต ลงประกวดในเพลง "กล่อมพ่อ"

ถึงแม้จะไม่ได้รางวัล แต่ก็ได้เสียงกรี๊ดดังสนั่น(จากพี่พลอย)จนกรรมการหันมอง

ฮ่าๆๆๆๆ~

 

และมีคลิปหลุดน้องโบว์(ประกวดร้องเพลง) ที่ถ่ายโดยเรา

แต่ถ้าใครอยากได้ไปขอที่โบว์นะ

อิอิ

 

Birthday cakeBirthday cakeBirthday cake

 

หิมะครั้งแรกของปักกิ่งปีนี้

北京の初雪

(ก๊อป初雪の戀มาอีกที ฮ่าๆ)

 

ตกไปเมื่อตอนช่วงเช้าของวันที่10/12/2551

ไม่ได้ถ่ายเพราะตกเบามาก เหมือนกับฝุ่นสีขาวที่ลอยอยู่ในอากาศ- -''

หิมะที่ตกลงมา เมื่อละลายแล้วจะเป็นสีเทาๆน้ำตาล

คาดว่าน่าจะเป็นฝุ่น มลพิษต่างๆ (นี่แหละคือปักกิ่ง)

ถ้าไม่สังเกตุก็ไม่เห็น เพราะหิมะมันตกเบามากจริงๆ

 

ส่วนหิมะครั้งที่สองของปักกิ่งตกวันพฤหัสที่11/12/2551

 

Photobucket

ตกช่วงเช้าของวันอีกเช่นกัน

 

หิมะครั้งที่สองสะอาดกว่าครั้งแรก

เพราะละลายจะไม่มีฝุ่นสีเทาๆน้ำตาลเกาะอยู่

โดยส่วนตัว ไม่ใช่เคยเห็นหิมะเป็นครั้งแรกในชีวิต

ถึงการเห็นหิมะที่ปักกิ่งครั้งนี้ จะไม่ทำให้ตื่นเต้นมาก แต่ก็ทำให้รู้สึกชุ่มชื้นขึ้นมาบ้าง

ยังจำได้ครั้งแรกที่เห็นหิมะตกที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว

ตื่นเต้นมาก ถึงขนาดวิ่งออกจากห้องเรียนไปดู

อ.กำลังจะสอน ฉันก็ไม่สน ดูเสร็จแล้วเดี๋ยวฉันจะกลับมาเรียนเอง

ฮ่าๆๆๆ

 

SnailSnail

 

งานครบรอบ30ปี คณะภาษาจีนของม.ภาษาและวัฒธรรม ปักกิ่ง

 Photobucket

 

 Photobucket

ถายในงานไม่มีอะไร นอกจาก ประธานกล่าวเปิดงาน และคนอืนๆก็ขึ้นมาพูดอีกเยอะแยะ เง้อ

Photobucket

หลังจากผู้ที่มีตำแหน่งได้พูดกันไปกว่ามากกว่าสี่คนแล้ว ก็มีการพูด相声คั่นกลาง

(คล้ายการพูดตลกของไทย แต่อันนี้คือตลกแบบมีสาระ)

 

หลังจากนั้นก็ผู้มีตำแหน่งอีกหลายคนขึ้นมาพูดๆๆ และก็จบงาน

- -'''''

สรุป ไม่มีการแสดงอะไร

 

CameraCameraCamera

 

หลังจากจบงาน ก็กลับบ้านดูหนัง

just like heaven

(นางเอกโคม่า วิญญาณออกจากร่างไปสิงที่อพาเมนต์ตัวเอง พระเอกภรรยาตาย ไปเช่าบ้านนางเอกอยู่

ทั้งคู่พบกัน จากนั้นเป็นยังไง ใครไม่เคยดูก็หาดูนะ หนังน่ารักดี แนะนำ)

 

รักสามเศร้า

(หญิงสอง ชายหนึ่ง เนื้อเรื่องหาดูเอง กู มึง สัตว์ มาทั้งเรื่อง

แต่มีประโยคที่ชอบอยู่ประโยคนึง

"ไม่รู้หรอกนะว่าจะทำให้เธอสุขได้ยังไง แต่รู้ว่าเราจะไม่ทำให้เธอมีทุกข์เพิ่มขึ้นแน่นอน"

ประมาณนี้แหละ)

 

ปิดเทอมใหญ่(ใหม่?) หัวใจว้าวุ่น

(เป็นเรื่องที่รวมความรักของกลุ่มคนหลายๆคน ทุกคู่ในหนังนี้ มีจุดจบที่ไม่เหมือนกัน

แฮปปี้บ้าง ผิดหวังบ้าง เป็นหนังดี ใครยังไม่ดู ก็แนะนำอีกนะ อิอิ)

 

ช๊อคโกแลต

(หนังบู๊ ตัวเอกมีความสามารถพิเศษและก็น่ารักด้วย อิอิ เนื้อหาไม่ค่อยมีอะไรมาก

ใครชอบดูหนังบู๊ ก็แนะนำนะ ตัวเอกเป็นผู้หญิง ไม่ได้หาดูง่ายๆนะเนี่ยะ อิอิ)

 

และ Me Myself

(จำชื่อไทยไม่ได้ ขอให้รักจงเจริญ ประมาณนี้)

(โดยส่วนตัวคิดว่า เป็นหนังไทยที่ทำออกมาดี อีกเรื่องนึง เป็นเรื่องราวของพระเอกที่นางเอกขับรถไปชน

และความจำเสื่อม นางเอกต้องพาพระเอกไปอยู่ด้วย ความสัมพันธ์ค่อยก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ

ทั้งสองคนรักกัน แต่เมื่อพระเอกฟื้นความจำได้ "นางเอกจะรับได้ไหม กับสิ่งที่พระเอกเป็น"

พอดีว่า ตัวเองไม่เคยดูโฆษณาหนังเรื่องนี้มาก่อน โปสเตอร์ก็ไม่เคยเห็น (ไปอยู่ไหนมาวะเนี่ยะ)

เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้มันหักมุมมากเลย - -'''''  แนะนำอีกเรื่องจ้า)

 

ดูห้าเรื่องติดก่อนจะไปนอน

พอดูหนังไทยหลายๆเรื่อง ก็รู้สึกว่าหนังไทยนี่ก็ทำดีเหมือนกันนะเนี่ยะ

 

FilmstripFilmstripFilmstrip

 

08/12/2008

•°¤*เดินเล่นสนามบิน กับขั้นตอนจ่ายค่าเทอมBLCU*¤°•

วันอาทิตย์7 ธันวาคม 2551
 
ไปรับพี่เมเป็นเพื่อนโบว์
ไปถึงสนามบินประมาณ4โมง45
รออยู่ที่สนามบินจนหกโมงเย็น ก็ได้รู้ว่า..
 
พี่เมแกได้นั่งรถกลับมอ.เองแล้ว
 
เราก็ถือซะว่า โดดเรียนเขียนพู่กันไปเดินเล่นที่สนามบินแทนละกัน
แหม~ ไฮโซ
 
ไม่ขอพูดอะไรนะคะ
 
แต่ไหนว่าไม่กล้านั่งกลับคนเดียวไงคะพี่?
.......
 
 

ขั้นตอนการจ่ายค่าเทอมที่BLCU

 
1.ไปหาอ.ที่ดูแลเราพร้อมบัตรนร. (คนไทย ก็หาป้าเจิ้งเลยจ้า)
 
2.อ.จะออกใบ交费通知单 เป็นใบสีชมพูเหลืองมาให้
(มีเวลาว่างไปเอามาก่อนได้ คนไม่เยอะดี แต่เราต้องรักษา交费通知单ไว้ดีๆ ห้ามหาย)
 
3.เอาใบที่อ.ออกให้ไปจ่ายที่ธนาคารพร้อมเงิน23,200หยวนต่อปี
(เวลาทำการ 9.00-16.00)
 
4.จ่ายเสร็จเอาใบจ่ายไปแลกเป็นใบเสร็จที่ห้อง108
(ถ้าใช้การ์ดก็ตรงมาที่ห้องนี้ได้เลยจ้า ไม่ต้องไปธนาคาร)
 
5.เมื่อได้ใบเสร็จมาแล้ว ก็กลับไปหาตึกป้าเจิ้ง
 
6. ซื้อประกันที่ตึกป้าเจิ้ง 600หยวนต่อปี (ให้ดีก็เตรียมสมุดประกันเล่มเก่าไปด้วย)
(จำเป็นต้องซื้อ แม้ไม่ค่อยอยากก็เถอะ)
 
7. เสร็จแล้วเอาเอกสารทุกอย่าง กลับไปหาป้าเจิ้งเพื่อจะได้บันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน
 
8. เอาพาสปอร์ต ใบแจ้งที่อยู่ ใบเสร็จค่าเทอม และรูปหนึ่งใบ ไปทำเรื่องขอทำวีซาต่อ 400+60หยวน
(ค่าวีซ่า+ ค่าจ้างให้คนอื่นไปทำให้)
(โต๊ะvisaอยู่ใกล้ห้องป้าเจิ้ง)
 
 
ส่วนเราด้วยความงก60หยวน เลยตัดสินใจจะไปทำวีซาเอง
ไม่ยุ่งยาก แต่เสียเวลาเท่านั้นเอง
จะได้ถือโอกาสไปแวะเที่ยววัดลามะที่อยู่แถวนั้นพอดี
 
ส่วนเอกสารต่างๆเราควรเก็บไว้ให้ดี
 
อย่าหาย อย่าทิ้ง
 
 
 
MoneyMoneyMoney
 
07/12/2008

•°¤*ปัดฝุ่น my space*¤°•

หลังจากไม่ได้เข้ามาเขียนนานมาก
ตั้งแต่ยังไม่เปิดเรียนเทอมนี้..จนเรียนจะจบเทอมนี้อยู่แล้วเนี่ยะ
 
เหตุที่เข้ามาเพราะเราไปเจอไดอารี่ออนไลน์ของคนนึงซึ่งเขาเขียนน่ารักมาก
ทำให้เราเกิดอาการอยากเขียนอีกครั้ง
(เห่อเป็นระยะนั่นเอง - -'')
 
แล้ววันนี้ไปงานเลี้ยงวันพ่อที่ร้านอาหารกัวหลินมา (郭林 ชื่อนี้เปล่านะ?)
เป็นงานเลี้ยงวันพ่อปีแรกนับตั้งแต่ที่เรามาปักกิ่ง
 
บรรยากาศในงานครึกครื้น
เด็กไทยในปักกิ่งที่มางานในวันนี้มากกว่า300คน
อาหาร..อืมมม...ก็ดี..
และวันนี้โบว์ประกวดร้องเพลงด้วย
ถึงไม่ได้รางวัลแต่ก็นับเป็นประสบการณ์ที่ดีนะ
ไว้คราวหน้าพยายามใหม่เนอะ
 
ส่วนคลิปโบว์แข่งร้องเพลง
ถ่ายไว้...แต่..
ไฟลล์ใหญ่เกิน และเน็ตบ้านเราก็ช้าเกิน
อัพไม่ไหว เลยไม่ได้อัพ
 
มาถึงเรื่องการเรียนบ้าง
ปลายเดือนธันวานี้ก็จะเป็นการสอบปลายภาคแล้ว
คนขี้เกียจ แต่ตัวตัวขี้เกียจดันขยันเสียนี่
 
-_-''
 
 
Birthday cake
 
22/08/2008

•°¤*RETURN TO BEIJING*¤°•

วันที่ 21 สิงหาคม 2551
เดินทางกลับถึงปักกิ่ง เวลาประเทศไทยประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง(ปักกิ่ง สี่โมงครึ่ง)
สภาพอากาศ ฝนตกเล็กน้อย อุณหภูมิโดยเฉลี่ย ยี่สิบห้าองศาซี
 
 
เป็นครั้งแรกที่เดินทาง(เครื่องบิน)คนเดียวจริงๆเสียที
ถุงกระสอบพันเทบกาวพีวีซี ที่หนักถึงยี่สิบโลของเรา
ผ่านฉลุย ไม่โดนดัก ไม่โดนตรวจ
 
ผ่านออกมาปุบ ก็เดินไปตามป้ายที่เขียนว่า TAXI
เพราะเดินทางคนเดียว นั่งแท็กซี่ถึงจะดูอันตราย แต่ก็ถูกกว่ารถเหมา
 
แท็กซี่สนามบิน ไม่ได้สบายอย่างที่ใครคิด
เพราะก่อนจะถึงจุดขึ้นแท็กซี่
ต้องลงไปชั้นล่างสุด โดยบรรไดเลื่อนชั้นสุดท้ายห้ามใช้รถเข็นสัมภาระ
ทำให้เราต้องแบกถุงกระสอบ(ไร้ล้อลาก)ยี่สิบโลลงไปชั้นล่าง
และหน้าบรรได้เลื่อนมีป้ายข้อความว่า
 
"เนื่องจากมีผู้ต้องการโดยสารแท็กซี่เป็นจำนวนมาก และแท็กซี่มีไม่เพียงพอ
คุณสามารถเลือกใช้บริการรถเร็วของทางสนามบินได้ หรือ กรุณารอแท็กซี่อย่างอดทนและใจเย็น"
 
และเมื่อแบกถุงลงมาได้อย่างหมดแรง เราก็จ๊ะเอ๋กับแถวคนที่รอแท็กซี่ยาวเป็นงูอนาคอนด้า
กว่าจะได้ขึ้นรถแท็กซี่ก็ปาไปหกโมงเย็นกับค่าแท็กซี่เก้าสิบหยวน เหนื่อย
 
กลับถึงบ้าน
อย่าคิดว่าจะได้นอนพักเลย เพราะต้องทำความสะอาดห้องนอนอีก เหนื่อยสอง
พอทำความสะอาดเสร็จแล้ว ก็อาบน้ำ ข้าวเย็นไม่กินแล้ว ง่วง
เข้านอน ตีหนึ่งกว่า แต่ก็อย่าคิดว่าจะหลับสบาย
 
เพราะเป็นบ้านใหม่ที่พึ่งย้ายเข้าอยู่
แปลกที่ แปลกกลิ่น กลัวผีอีกตรู
คืนแรกเลยต้องเปิดไฟนอน ไฟแยงตา นอนไม่หลับ หลับๆตื่นๆ
ใกล้สว่าง ปิดไฟห้องล้มตัวนอน
เก้าโมงเช้า แดดส่อง ห้องสว่าง นอนไม่ได้อีก
เง้ออออออ
 
คืนนี้ คืนที่สอง
สงสัยก็ต้องเปิดไฟนอนอีกสักคืน
 
 
"""""""
 
Light bulb
 
20/08/2008

•°¤*สัญญา*¤°•

สัญญา
พูดง่าย แต่ ทำยาก
มันเป็นแค่ลมปาก
เพียงผิวเป่าออกไป
ก็กลายเป็น
สัญญา
 
 
จากวันอังคารที่  19 กุมภาพันธ์ 2551
 
 
 
เราเคยให้สัญญากับตัวเองไว้ว่า..
 
เราจะตั้งใจเรียนให้มากกว่าเดิม
 
 
 
เราเคยให้สัญญากับตัวเองไว้ว่า..
 
เราจะใช้เวลาให้คุ้มค่า
 
 
 
เราเคยให้สัญญากับตัวเองไว้ว่า..
 
เราจะเที่ยวในที่ที่อยากไป จะทำในสิ่งที่อยากทำ
(โดยไม่กลัวร้อน ไม่กลัวหนาว และไม่ขี้เกียจ)
 
 
 
เราเคยให้สัญญากับตัวเองไว้ว่า..
 
และเราจะอยู่ที่ปักกิ่งสองปีจนจบโดยไม่กลับไทย
 
 
แต่สุดท้าย
ก็ได้รู้ว่า การทำตามลมปากของเราเองนั้น มันยากมากจริงๆ
 
เรายังคงขี้เกียจ ไม่ทบทวน และไม่ส่งการบ้าน
 
เรายังคงนั่งอยู่หน้าคอมฯ ทิ้งกายอยู่บนเตียง
ปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจที่จะเหลียวตามอง
 
แม้แต่กับสัญญาที่เคยให้ไว้กับตนเอง
ก็ยังเป็นแค่
ลมปาก
 
น่าละอายเสียจริง
 
นับประสาอะไรกับลมปากของผู้อื่น
 
......
 
Girl