Profilo di gift•° ¤ * . . . ยั ง ไ ง ...FotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

•° ¤ * . . . ยั ง ไ ง ก็ รั ก น ะ . . . * ¤ °•

°☆.·° ∴° 永 远 是 好 朋 友 ∴ °☆. ·°. . อ ย า ก ใ ห้ พ ว ก เ ร า เ ป็ น เ พื่ อ น กั น ต ล อ ด ไ ป . .
 
       
 
 
   

 

 

 

 

  counters 

  start 2007-11-09

 

  

 
  
 
 2008-03-01
 
北京生活
 !!开始!!

Attendere...
Il commento immesso è troppo lungo. Immetti un commento più breve.
Immissione non effettuata. Riprova.
Impossibile aggiungere il commento al momento. Riprova più tardi.
Per aggiungere un commento è necessaria l'autorizzazione di un genitore. Chiedi autorizzazione
I tuoi genitori hanno disattivato i commenti.
Impossibile eliminare il commento al momento. Riprova più tardi.
Hai raggiunto il numero massimo di commenti pubblicabili giornalmente. Riprova tra 24 ore.
Impossibile lasciare commenti. La funzionalità è stata disattivata perché i sistemi hanno rilevato una possibile attività di spamming dal tuo account. Se ritieni che il tuo account è stato disattivato per errore, contatta il supporto tecnico di Windows Live.
Esegui il seguente controllo di protezione per completare la pubblicazione del commento.
I caratteri digitati nel controllo di protezione devono corrispondere ai caratteri dell'immagine o della riproduzione audio.

gift LiuXin

Località
Foto 1 di 76

Meteo

Caricamento in corso...

Windows Media Player

22/11/2009

•° ¤ *การเช่าบ้าน(เมืองจีน)* ¤ °•

ไม่กี่วันมานี้ มีรุ่นน้องมาเล่าเรื่องที่น้องเขาเช่าบ้านแล้วโดนโกงให้ฟัง
คือปกติ เด็กแลกเปลี่ยนที่มาใหม่อ.จะจับเข้าอยู่หอพักม.หมดทุกคน
แต่หลังจากนั้น(ประมาณเทอมนึงผ่านไป) ใครจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกก็ตามใจ
แต่จริงๆแล้วอ.ก็ไม่อนุญาติ แต่เด็กมันอยู่ไกลหูไกลตา เขาจะมาตามเช็คก็ไม่ไหว
 
น้องเขาก็เล่าว่า เขาทำสัญญาบ้านไปสองปี
สัญญาระบุว่า
ค่าเช่าเดือนละประมาณห้าพันกว่าหยวน(จำไม่ชัดละ) จ่ายสามเดือนครั้ง
(กี่ห้องนอนไม่รู้ ไม่ได้ถาม)
และมัดจำค่าห้องไปสองเดือน
ทำสัญญาช่วงประมาณกลางเดือน
 
อยู่ๆ(ไอ้)เจ้าของบ้าน(ตัวแสบ)ก็โทรมาบอกว่าจะขึ้นค่าเช่าเป็นหกพันหยวน
จ่ายหกเดือนครั้ง และให้จ่ายเร็วหน่อย เป็นต้นเดือน
 
น้องเขาก็บอกว่า อยู่ๆมาบอกแบบนี้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายละ
เจ้าของบ้านก็บอกว่า ถ้าไม่จ่ายจะเอาตำรวจมาจับ
น้องเขาก็ เอออเอามาจับเลย
เจ้าของบ้านก็เลยยอมๆว่ากลางเดือนก็ได้ แต่ขอขึ้นเป็นหกพันและจ่ายทีครึ่งปี
ได้ก็อยู่ต่อ ไม่ได้ก็ขนของออกไป และไม่คืนค่ามัดจำสองเดือน
 
ซึ่งเราฟังๆแล้ว น้องเขาค่อนข้างซวยนะ มาเจอคนจีนประเภทนี้
ฟังแค่เรื่องค่ามัดจำบ้าน น้องเขาโดนไปดอกนึงเต็มๆแล้ว
ปกติค่ามัดจำบ้าน จะจ่ายกันแค่เดือนเดียวของราคาบ้าน ซึ่งน้องเขาโดนไปสองเดือน
ตอนเซ็นสัญญาก็ไม่เข้าใจว่าน้องเขายอมเซ็นไปได้ยังไง
และอีกอย่างคือ เปลี่ยนจากจ่ายสามเดือนเป็นจ่ายหกเดือน ...โดนไปดอกที่สอง
และดอกที่สาม ขึ้นค่าเช่าบ้านหลังจากที่ทำสัญญาไปแล้ว
ถ้าไม่ยอมก็ไล่ออก และไม่คืนเงินมัดจำ
 
น้องเขาก็จะออก(พูดประมาณเขาจะยอมเสียเงินมัดจำสองเดือน)
จ่ายครั้งสุดท้ายจะอยู่ได้ถึงเดือนกุมภา(ถ้าเราจำไม่ผิด)
แต่เจ้าของบ้านมันบอกว่า ถ้าออกก็ต้องออกเดือนมกรา ไม่งั้นมันจะคนเช่าบ้านยาก(ช่วงนั้นรร.ปิดเทอม)
ทั้งๆที่น้องเขาจ่ายถึงเดอนกุมภาฯ เท่ากับเสียฟรีๆอีกเดือนนึง
(เราก็งงว่าถ้างั้นน้องเขาก็จ่ายถึงเดือนมกราไม่ได้หรอ? ไม่ได้ถาม)
 
เราฟังก็ยิ่งงงว่าน้องเขายอมไปได้ไง.....
อาจจะเพราะน้องเขาภาษาไม่แข็งแรง??
หรือไม่รู้กฎฯพวกนี้???
สงสารพ่อแม่น้องๆ เสียเงินเปล่าๆ ไม่ใช่พันสองพัน แต่เป็นหมื่นๆ
จริงๆถ้าภาษาไม่ได้ ก็ไม่แนะนำให้ออกมาอยู่บ้านข้างนอก
(บางคนภาษาดีเยี่ยม แต่ไม่ทันเล่เหลี่ยมพวกนี้ก็มีเยอะ)
ถึงหอในมันจะมีเพื่อนร่วมห้องที่นิสัยไม่ดี เข้ากันไม่ได้
แต่อย่างน้อยมันก็ไม่หลอกเงินเรา เอิ๊กๆ
แล้วตอนน้องเขาตัดสินใจออกมาอยู่ข้างนอกกัน ก็ไม่ได้มาปรึกษาอะไรเราด้วย
ตอนนี้ก็ทำได้แต่ฟังน้องเขาปรับทุกข์กันไป...
 
จริงๆเราก็เคยเจอมากับตัว พวกเจ้าของบ้านเลวๆ
ยังดีของเราไม่เลวขนาดนี้ และเราก็พอรู้เรื่องบ้าง ภาษาก็พอได้
ที่เราเจอคือ ช่วงแรกหลังย้ายจากหอเข้าบ้านครั้งแรก
ก็ไปดูบ้าน เจ้าของบ้านก็บอกประตูตู้เสื้อผ้า(เสียอยู่) จะโละทิ้งซื้อใหม่ให้
ประตูห้องนอน ล๊อกไม่ได้ จะซ่อมให้
สองอย่างเท่านั้นที่เราดูว่า ควรแก้ไข และจำเป็นต้องแก้ไข
มัน(เจ้าของบ้าน)ก็ตกลง เราก็ทำสัญญา ก่อนกลับไทย
คิดว่าหลังจากกลับมาแล้ว มันคงซ่อมให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
พอกลับมา ยังไม่ทำอะไรสักอย่าง เราก็โทรคุย ว่าทำไมยังไม่ซ่อม รีบซ่อมด้วย
มันก็โอเคๆ บอกว่าช่วงนี้ติดโอลิมปิก(จัดที่ปักกิ่งปีสองพันแปด) เขาไม่ให้ซ่อม ให้เราจัดของเข้าตู้ไปก่อน
เราก็โอเค ไม่มีปํญหา อีกไม่กี่วันโอลิมปิกหมด มันก็คงมาซ่อมให้เรา
เลยยังไม่จัดของ เพราะจัดแล้ว ซ่อมๆเดี๋ยวก็เปื้อน
และคิดเผื่อว่าถ้าเราจัดแล้ว เจ้าของบ้านมันจะลูกเล่นอะไรหรือเปล่า
พอโอลิมปิกผ่านไป มันก็มา... คู่สามีภรรยา
เห็นเรายังไม่จัดของ มันก็บอกว่า ตู้นี้คงโละทิ้งไม่ได้ เพราะมันเป็นแบบติดกับปูนด้านหลัง
คือมันเป็นตู้เสื้อที่ประตูเสีย ไม่มีประตู เอาผ้ามาขึงปิดเปิดเท่านั้น
เราก็ไม่ยอม ก็บอกเขาไปว่า บอกจะซ่อมให้แล้วทำไมไม่ทำ
เมทเรา(อยู่มาก่อนเรา)ก็มาช่วยพูด แต่โดนสามีเจ้าของบ้านตอกกลับไป
สองผัวเมียก็พยายามแยกเราออกมา จะคุยกับเราคนเดียว
คงคิดจะรุม เห็นไอ้กิฟนิ่งๆยิ้มๆ หารู้ไม่กุเงียบดื้อ
เราก็บอกไปว่า ถ้ารู้ว่าจะไม่ซ่อมให้ ก็ไม่เช่าแต่แรกหรอก บลาๆๆๆ
พอมันเห็นเราไม่ยอม มันก็บอกว่างั้นจะซื้อตู้ใหม่ให้ แต่ตู้เก่าทิ้งไว้แบบนี้ เพราะลื้อออกไม่ได้
เราก็ดูๆ ก็รู้นะ ไม่ใช่ลื้อไม่ได้ แต่มันไม่ลื้อ เพราะแมร่งงก ต้องเสียค่าลื้อไง
แต่สุดท้ายเราก็ไม่เอาตู้ใหม่ เพราะห้องไม่ได้ใหญ่อะไร แค่บอกให้มันซ่อมตู้ใบเก่า
เอาประตูมาติดอะไรให้เรียบร้อยพอ(ถือว่าเรายอมเขามากๆแล้วอะ)
มันก็โอเคๆ
 
อีกเรื่องประตู้ห้องนอน ล๊อกไม่ได้
มันก็บอก ไม่ซ่อมอีก (ดูสันดานมัน) อ้างนู่นอ้างนี่
เราก็บอก ถ้าล๊อกไม่ได้ เวลาเราไม่อยู่ห้อง ของสำคัญอะไรหายทำไง
มันก็หน้าด้านตอบมาก พวกเธอก็อย่าพาเพื่อนคนอื่นเข้าบ้านสิ
พวกเธออยู่กันสามคน ถ้าไม่พาเพื่อนเข้าบ้านแล้วของจะหายได้ไง
เราก็บอก อ้าว แล้วถ้ามีขโมยขึ้นบ้านละ
แมร่งก็ด้านตอบอีก ถ้ามีขโมยเข้าบ้านได้ ถึงห้องเธอล๊อกมันก็เข้าห้องเธอได้เหมือนกันแหละ
กูก็ อ้าววว ในใจ
บอกมันว่า ตกลงไม่ซ่อมประตูให้ใช่ไหมเนี่ยะ(คือถามสุดท้ายละ เอาให้ชัวร์)
มันก็ไม่ตอบให้เด็ดขาดนะว่าจะทำให้หรือไม่ทำให้(นิสัยคนจีนมากๆ) ก็อ้างนู่นอ้างนี่ ต้องแงะนู่นแงะนี่ ยุ่งยาก บลาๆ
เราก็เลย โอเค ช่างมัน ไม่ซ่อมก็ไม่ซ่อม งั้นเอาไมโครเวฟมาแทนละกัน
(คือเพื่อนที่เขาอยู่ก่อนหน้าเรา ขอมานาน หลายครั้งแล้วก็ไม่ยอมให้)
ตอนแรกที่เคยพูดไป ก่อนเราจะทำสัญญา เขาก็บอกว่ามันไม่จำเป็น บลาๆ
เราก็ไม่ได้อะไร คิดว่ามีก็ได้ ไม่มีก็ได้ แต่ประตูห้องจำเป็น
พอมันไม่ซ่อม เลยเอาไมโครเวฟแทน
บอกไปว่า ถ้าไม่ซ่อมประตูให้ก็เอาไมโครเวฟมาแทนละกัน
เขาก็เลยยอมๆ บอกจะเอาไมโครเวฟที่บ้านมาให้(ไม่ยอมซื้อใหม่ด้วย)
(เราก็คิดในใจ แมร่งไหนบอกไม่จำเป็น ที่บ้านเสือกมีนะ)
สรุปอยู่บ้านนั้นหนึ่งปี ประตูห้องนอนล๊อกไม่ได้ตลอดหนึ่งปี
(ล๊อกจากข้างในเวลานอนได้ แต่ไปข้างนอกล๊อกไม่ได้)
 
ยังไม่หมด
หลังจากนั้น สัญญาบ้านใกล้จะหมด
เราก็บอกเจ้าของบ้านว่า เนี่ยะหมดสัญญาก็จะย้ายกัน
เราก็บอกก่อนล่วงหน้าประมาณสองสามเดือน ให้เวลาเขาหาคนมาแทน
ไอ้เจ้าของบ้านก็มาเลยคร้าบ บอกว่า ถ้าย้ายช่วงนั้นแล้วเขาจะหาใครมาอยู่แทนละ
(เราก็อ้าว..บอกก่อนตั้งหลายเดือนมีเวลาให้หาคน ก็หาเอาสิวะ)
(ไม่ปุบปับออกเลยก็ดีขนาดไหนแล้วนิ)
มันก็บอกอีกว่า ถ้าจะออกก็ออกช่วงนี้เลย ไม่งั้นก็ต่อสัญญาไปอีก ไม่งั้นจะไม่คืนเงินมัดจำให้
ไอ้กิฟก็พูดเลย สัญญาหมดแล้วทำไมย้ายออกไม่ได้ แล้วมีสิทธิ์อะไรไม่คืนเงินมัดจำ 
แล้วมาไล่ให้ออกตอนนี้ คุณต้องคืนเงินค่ามัดจำและต้องชดใช้เงินให้พวกเราด้วยนะ(ค่าผิดสัญญา)
เจ้าของบ้านก็บอกว่า พูดกับเราไม่รู้เรื่อง จะคุยกับเมทเรา(ประมาณว่าฟังกุไม่ออกกระทันหันว่างั้น)
(คือ เมทเราเขาอยู่มาก่อนหลายเดือนแล้วแต่พึ่งเคยเช่าบ้านครั้งแรก
ส่วน ไอ้กิฟพึ่งมาอยู่ทีหลังไม่กี่เดือน แต่มีประสบการณ์เช่าบ้านมาแล้วสามครั้ง)
เราก็อ้าว ภาษาจีนกุมันห่วยหรอไงวะ หรือว่ากุรู้เรื่องพวกนี้ดีกว่ามันเลยไม่อยากคุยด้วย
เราก็เอออ เงียบๆคอยฟัง ไอ้เจ้าของบ้านก็พล่ามประมาณว่า..
ทีตอนพวกเธอหาเมท  ..หลิวซิน(ชื่อไอ้กิฟเอง)ยังช่วยมาอยู่แทนเลย
แล้วทีเขา(เจ้าบ้าน)ขอให้ช่วยบ้าง ทำไมไม่ช่วยเขาบ้าง ถ้าพวกเธอออกตอนนั้นเขาจะหาคนเช่าต่อลำบาก
แล้วไหนเธอ(เมท)บอกว่าจะอยู่นานๆไง ทำไมรีบออก บลาๆๆๆ
เราก็แบบว่านะ มองหน้ากันตาปริบๆ ก็ไม่ได้อยากย้ายหรอก ถ้าเจ้าบ้านจะดีกว่านี้นิด
อะไรเสีย โทรเรียกเป็นอาทิตย์กว่าจะมา (มาแล้วไม่ใช่จะซ่อมให้ดีด้วยนะ)
เก็บค่าเช่า ไม่ต้องเรียก มีโทรมาเตือนล่วงหน้าเป็นอาทิตย์
แต่ก็นะ...คนไทย ขี้ใจอ่อน
เลยต่อสัญญาไปตามที่ไอ้เจ้าของบ้านขอร้องแกมบังคับ
(เพราะบอกว่าไม่ต่อสัญญาจะไม่คืนเงินมัดจำ เราก็ไม่อยากให้เรื่องมันใหญ่โต เลยยอมๆไป)
 
 
นี่แหละน้า นิสัยคน
เอาลัดเอาเปรียบ เห็นแก่ตัวเป็นที่หนึ่ง โดยเฉพาะคนจีน
(ทำเอาไอกิฟเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายขึ้นเยอะเลย)
เตือนเลยนะ ใครที่จะเช่าบ้านที่เมืองจีน(โดนเฉพาะเมืองใหญ่ๆ) ต้องระวังมากๆ
เรื่องสัญญา เรื่องเจ้าของบ้าน เอเจนซี่หาบ้านก็ตัวดีเลยละ
ไม่งั้นจะโดนพวก มัน มัน มัน หลอกแด๊ก(เงิน)มิรู้ตัว 
 
 
 MoneyMoneyMoneyMoneyMoneyMoney
16/11/2009

•° ¤ *เปิดเรียนอีกละ บ่นๆ* ¤ °•

เปิดเรียนแล้ว หลังจากหยุดไปเต็มอาทิตย์นึง
จากวันที่เก้าถึงสิบห้า
นั่งเน่าหน้าคอมฯอยู่ในห้องนี่แหละ
มีนัดไปเจอพัด(เล็ก) เพื่อนม.ปลาย ที่ไม่ได้เจอกัน..หกปีได้
พอดีว่าพัดมาเที่ยวปักกิ่งกับครอบครัว
เลยนัดกันออกไปเจอในวันสุดท้ายที่พัดอยู่ปักกิ่งก่อนบินกลับไทย
พัดไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่ ผอมยังไงก็ยังคงผอมเหมือนเดิม
นอกนั้นก็ไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย นอกจากไปตลาดซื้อผักผลไม้มาตุนไว้ประทังชีวิต อิอิ
 
ปีนี้ปักกิ่งอากาศหนาวมากกกกก
หนาวเร็ว หนาวนาน และหนาวสุดๆ
หิมะตกไปตั้งแต่วันพฤหัส จนวันจันทร์(วันนี้)ออกไปเรียน หิมะยังละลายไม่หมด
น้ำจากหลังคาแข็งเป็นหินงอกหินย้อยเลยทีเดียว
 
ไปเรียนวันนี้สายอีก(ครั้งแรกเลย) เพราะโซ่จักรยานหลุด
ปกติไม่เคยสาย มีแต่โดดเรียนไม่ไปเลย(เอ้ย พิมพ์อะไรออกไป)
นั่งซ่อมๆ ซ่อมข้างหลัง ข้างหน้าหลุด อากาศก็หนาวอีก
หยิบมือถือมาดูเวลา แปดครึ่งละ
หงุดหงิดตัวเอง ถ้าเดินไปก็ถึงห้องเรียนไปนานแล้ว
ซ่อมไม่เสร็จอีก มือเปื้อนคราบน้ำมันอีก หนาวอีก
เลยล๊อกจักรยาน เดินไปเรียนแทน สายไปสิบนาที
อ.ก็แจกข้อสอบมา เฉลยๆ คิดคะแนน
ได้แปดสิบเจ็ด จุดห้า เต็มร้อย
โดนหักพวกเขียนเรียงความไปเยอะ
ผิดตัวอักษรบ้าง(เขียนไม่ได้) ผิดไวยกรณ์บ้าง(ประจำ)
แต่ก็ถือว่าน่าพอใจ กับการเตรียมตัว(เพราะไม่ค่อยเตรียมอะไร)
 
------
จริงๆเรื่องผลการเรียนของเรา เพื่อนหลานคนมอง
ไอ้กิฟเด็กเก่ง ขยันเรียน ทำสอบได้อยู่แล้ว (ไม่ได้ชมตัวเองแต่มีหลายคนพูด)
เวลาได้ยินแบบนี้เราก็รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แต่ก็จะยิ้มๆ
โอเค ยอมรับว่าในห้องเรียนเราตั้งใจจริงๆ(เพราะขี้เกียจอ่านเองมากๆ)
แต่นอกห้องเรียน กลับบ้าน อยู่ในห้องนอน นั่งอยู่หน้าคอม
อ่านการ์ตูน อ่านนิยาย ดูหนัง ฟังเพลง ตลอด
เวลาทำการบ้านและทบทวนบทเรียนแทบไม่ถึง3%
การบ้านถ้าวิชาไหนให้เยอะ ไม่ทำ
ให้น้อย ให้บ่อย ทำบ้างไม่ทำบ้าง
ต้องให้พอดีๆ (มีไหมนิ)
พอมีคนบอกว่าเราขยัน เลยเหมือนได้ยินคำประชดกลายๆ
แทงใจดำ ว่างั้นแหละ
แต่ดีหน่อย เป็นคนที่จำอะไรเร็ว
แต่เสียหน่อย ตรงที่จำไว้ได้แค่สมองส่วนหน้า
เป็นคนลืมเร็วมาก และลืมแบบเกือบหมดจด- -''
------
 
 
เลิกเรียนสิบโมงครึ่งกินข้าว(เกี๊ยวป้า เจ้าเดิม)กลับบ้าน เปิดคอมฯ 
อ่านการ์ตูน ง่วง นอน ตื่นบ่ายสอง อ่านการ์ตูนต่อ
และดูหนังไต้หวันเรื่อง桃花小妹 ชื่ออังกฤษMomoka Typhoon
เหมือนว่าทำมาจากการ์ตูนนะ(ไม่แน่ใจ)
เนื้อเรื่องประมาณ นางเอกมีพี่ชายห้าคน แล้วพี่ชายหวงว่างั้น
เลยโดยพี่ชายกีดกันผู้ชายทุกคนที่เข้าใกล้นางเอก
แต่มาเจอพระเอกที่นางเอกแอบปิ๊งก่อน
แล้วพระเอกก็มีพี่สาวที่ดุยิ่งกว่าแม่
กีดกันกันไป กีดกันกันมา
ไร้สาระดี แต่ฮา
นางเอกน่ารัก ขาวๆใสๆ
พี่ชายนางเอกก็ฮาได้อีก ยิ่งพี่ชายสุดท้องนี่
余一 น่าสงสารสุดๆ แต่ก็ดูน่าแกล้ง ดูเนิบๆ
ดูหนังยาวจนถึงทุ่มนึง(กินข้าวไปด้วย)
อาบน้ำ สองทุ่มโทรกลับบ้าน คุยไปคุยมา ห้าทุ่ม
 
โม้อะไรไร้สาระไปเรื่อง ม๊าเล่าบ้าง เราพูดบ้าง เป้ฝากซื้อรองเท้าบ้าง(39-41)
ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันไป บลาๆๆๆ(อยากใช้คำว่าบลาๆๆมานานแล้ว ฮิ้วววว)
 
ส่วนหนังสือเรียน..การบ้าน....ไว้ก่อนๆไม่รีบ
อะไรมีสาระมันต้องรอให้มีอารมณ์..(อารมณ์อยากทำ)
อะไรไม่มีสาระทำได้เลย ไม่ต้องรออารมณ์(เพราะอยากทำตลอดเวลา)
 
คุยกับม๊าเสร็จห้าทุ่ม ง่วง จะไปนอนแต่มาอัพเสปซก่อน
การบ้านล่ะ...
ก็ไว้ก่อนไง..ง่วงไง เข้าใจ๋?(แต่ก็อัพสเปซก่อน)
 
นอนดึกอีก
เที่ยงคืนกว่านิดๆ เวลาประเทศจีน
 
ClockClockClockClockClockClockClockClock
 
 
11/11/2009

•°¤*ชวนกันไปเดินเล่น*¤°•

ตั้งแต่เปิดเรียนเทอมใหม่มา ผ่านไปแล้วสองเดือนกับอีกสิบวัน
สอบกลางภาควิชาจงเหอก็ผ่านไปแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่หก
สอบเสร็จปุบก็เที่ยวเลย
คะแนนออกมาแล้วจะมาอัพอีกที
เหมือนจะทำได้ แต่ไม่อยากคาดหวังมาก
กลัวแป้ก
 
วันเสาร์ที่2009-11-07
เพื่อนชาวต่างชาติชวนไปเดินเล่นในเมือง
เพราะเขาต้องทำงานส่งอ.
แต่ถึงแม้เราจะไม่ได้ลงวิชานั้น แต่เพื่อนชวนทั้งที จะปฏิเสธได้ไง
(อยากเที่ยวก็บอกมาเถอะไอ้กิฟนิ)
โดยเพื่อนเขาวางโปรแกรมกันไว้ว่าจะไป
什刹海,后海,旧鼓楼大街,胡同
เพื่อนร่วมเดินทางในวันนั้น
 
โดยเรานัดเจอกันที่มอ.ก่อน ตอนเก้าโมงเช้า
มีเพื่อนคนนึงสาย เขาก็โทรมาบอกเราว่าขอสายหน่อย เขาออกแล้วจะโทรบอกเราอีกที
เพราะเราอยู่ใกล้จุดนัดพบมาก
รอไปรอมา คำว่า"สายหน่อย" ของเขาก็ปาเข้าไปชม.นึง
ประมาณสิบโมงเราเลยโทรไปบอกเพื่อนว่าขอไม่ไปแล้วนะ ขี้เกียจละอะ
(แบบว่าเราไม่ต้องทำงานส่งอะไรด้วยไง)
เขาก็ตื้อๆ บอกอยากให้เราไปด้วยจริงๆ และรับรองว่าต้องสนุกมากแน่ๆ
เราก็นะ... ใจอ่อนอีกตรู
 
หลังจากนัดเจอนั่งรถไฟใต้ดินไปลงป้าย西四
เราก็จะเดินไปถนนเหวินจิ้งกัน
เป็นถนนที่ขึ้นชื่อเรื่อง老字号
(老字号คือยี่ห้อของจีนที่มีประวัติยาวนานและได้รับการยอมรับ)
หว่างทางที่เดินก็เจอร้านที่มีป้าย老字号(เหล่า จือ ฮ่าว) มากมาย
โปรแกรมนี้เพื่อนนำคร้าบ ไอ้กิฟมาแบบเอ๋อๆ
ที่ๆเขาจะไป เรียกไร หรือมีประวัติอะไร ไอ้กิฟไม่รู้เลยจริงๆ- -'''
 
สุดถนนเหวินจิ้ง คือจุดนี้ (คือที่ไหน ไม่รู้เหมือนกัน- -'''X)
หลังจากนั้นเราก็ย้อนกลับไปขึ้นรถเมล์กัน เพื่อไปต่อ什刹海
 
หลังจากลงรถเมล์ เดินไปเรื่อยๆ
หว่างทางเราเจอนกตัวนี้
สมัยก่อนแถวบ้านมีคนเลี้ยงนกพันธุ์นี้เหมือนกัน
เวลาเราเดินผ่านมัน มันจะร้อง "หวัดดี หวัดดี"
นกที่จีนนี่ก็พูดเหมือนกัน มันพูดว่า "กงสี่ฟาฉาย ฟาฉาย ฟาฉาย"
แปลว่า ร่ำรวย เงินไหลมาเทมา
พอเราดูมันจนหายอยากแล้ว ก็ชวนเพื่อนๆเดินกันต่อ
มันก็พูดว่า"บายบาย บายบาย"
เราก็เอิ่มมม...ฟังตูรู้เรื่องด้วยเว้ย
เราก็เลยตอบมันไป "ไจ้เจี้ยน" ก่อนพากันเดินต่อไป
 
ระหว่าทางก็มีแวะลองกินนู่นกินนี่ไปเรื่อยจนเริ่มมืดเราก็พากันเดินกลับ
ถนนเส้นนี้เราเดินไปเรื่อยๆก็จะเจอป้ายรถเมลล์
แต่พอดีไม่มีเบอร์ที่จะนั่งไปลงได้
เพื่อนเราก็เลยบอกว่านั่งไปลงป้ายใกล้ๆมอ.ก่อนแล้วค่อยต่อรถอีกที
แต่เพื่อนอีกคนก็บอกว่า ไปรถไฟใต้ดินกันเถอะใกล้ๆนี่เอง
เราก็เลยตกลงกันว่าไปรถไฟใต้ดิน
เดินตามเพื่อนคนที่เสนอความคิด
เดินไปได้สักครู่ใหญ่ เราก็คิดในใจ
"มีแน่หรอวะรถไฟใต้ดิน เดินมาสิบกว่านาทีแล้วเนี่ยะ"
เพื่อนอีกสองคนก็โอดโอย บ่นๆๆๆ
ไอ้คนบอกว่ามีก็ยังยืนยัน บอกว่า"ใกล้ถึงแล้ว ข้างหน้านี่ๆ"
สรุป เดินไปประมาณครึ่งชม. ถึง
- -''''
 
กลับมาปวดขาเลย และปวดขาต่อไปอีกสองวัน
โดยรวมทริปนี้ก็โอเค พอถูไถ
แต่ไม่ตื่นเต้น เพราะมีเพื่อนมาด้วย เอิ๊กๆๆๆ
 
 
 
CameraCameraCameraCameraCameraCameraCameraCamera
 
ช่วงนี้เกิดอารมณ์.....
อยากเลี้ยงสัตว์ขึ้นมาอีกแล้ว ฮือๆ
แต่ต้องอดทนๆๆ ห้ามใจๆ เพราะเรายังต้องเดินทางอยู่เรื่อยๆ
หมายมั่นมากว่าเรียนจบแล้ว ปักหลักแน่นอนก็จะหาสัตว์มาเลี้ยงสักตัว
ตอนนี้ดูๆชูก้าอยู่ เข้าเว็บหาข้อมูลยิ่งกว่าจะทำรายงานส่งเสียอีก - -''
(เอิ่ม...ได้ข่าวว่ากว่าจะเรียนจบก็อีกปีนึงนะ แก)
 
ขามันจะเดินไปตลาดฮวาเหนี่ยวให้ได้เลย
แต่ใจก็แบบกลัวไปตัวเปล่าๆ กลับมาจะตัวไม่เปล่า..(อย่าไปดีกว่า)
เอารูปเจ้ามี่มิมาดูก็คิดถึง
ตอนแรกเลี้ยงก็เป็นหนูแฮมสเตอร์อยู่หรอก
เลี้ยงไปเลี้ยงมากลายเป็นหมูแฮมฯได้ไงก็ไม่รู้ - -''
 
สองภาพนี้ตัวเดียวกันนะ
สีขนเปลี่ยน(ผลัดขน) อ้วนขึ้น(เหมือนเจ้าของเลยวะ)
แต่น่ารักไม่เปลี่ยนRed heart
ใช้ห้องน้ำเป็น ไม่เคยกัด
 
 
ภาพนี้เป็นคนจีนที่เราฝากเลี้ยง ถ่ายเจ้ามี่ไว้ก่อนมันจะตาย
ไม่โทษใครนอกจากตัวเอง ถ้าตอนนั้นเราไม่กลับไทย มันก็คงไม่จากไป
 
 

    

คลิปเจ้ามี่มิ ถ่ายไว้ตอนเด็กๆ สนุกบนความทุกข์ของเจ้ามี่จริงๆ

คือ เจ้ามี่มิมันจะเอาทิชชูเข้ากรงไปปูที่นอน

พอเรายื่นทิชูให้มันก็รีบยัดแก้มวิ่งเข้ากรง แต่เราปิดกรงไว้

มันก็หาทางเข้าใหญ่ แบบเฮ้ยไมเข้าไม่ได้ว้า เมื่อกี้ยังเข้าได้อยู่เลย

ก็ดูมันดิ เหยียบทิชชู่อยู่ ลื่นก็ลื่น แล้วมันจะคาบแล้วปีนเข้ากรงได้ไหมนิ- -''

พอเราเปิดกรงแต่ยังไม่ให้ทิชชูมันก็สำรวจเส้นทางก่อน

ว่าทางนี้ชัวร์ ปีนงี้เข้ากรงแน่ๆ

พอสำรวจทางแน่ชัด ก็วิ่งมาขอทิชชู ยื่นหน้ายื่นตา "ทิชชูของมี่อยู่ไหน เอาทิชชูของมานะ"

พอได้ทิชชูตามใจหวังของมี่แล้ว ไอ้กิฟปิดกรง อิอิ

สุดท้ายเอาเข้ากรงได้ก็จริง ..แต่ยังไงไอ้กิฟก็เอาออกอยู่ดี เลวจริงๆ อิอิ

เพราะถ้าทิ้งทิชชู่ไว้มันจะสกปรกง่าย น้ำลายเอย อาหารเอย- -'''

 

ถือซะว่าออกกำลังกายละกันนะหนูมี่ อิอิ

ยังไงก็รักนะคร้าบบบบบ

SnailSnailSnailSnailSnail

17/09/2009

•°¤*เขียนไรดีน้า*¤°•

ดองบล๊อกอีกแล้ว
ไม่รู้จะเขียนอะไร
ถ้าไม่นับที่ไปเที่ยวสวนผึ้งก็ไม่ได้ไปไหนเลยจริงๆ
ชีวิตซ้ำๆซากๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่เล้ย
 
หลังจากเดือนกรกฎา กลับไทยตั้งใจว่าจะช่วยงานที่บ้าน(ติ๊ต่างเอาว่าฝึกงาน เอิ๊กๆ)
และก็ได้ทำจริงๆ
อะไรก็รับได้ เสียอย่างเดียวยุงเยอะชิบ ขาลาย
 
เดือนตุลากลับปักกิ่ง
ถึงตอนนี้เปิดเรียนได้สองสัปดาห์แล้ว เวลาผ่านไปช้าจริงๆ
 
อยากปิดเทอมเร็วๆ กลับบ้าน ช่วยทำงาน
ช่วยม๊าทำกับข้าว กวาดบ้านถูบ้าน เวลา95%ยกให้ที่บ้านหมด
ยอมโดนใช้ทุกอย่าง พยายามใจเย็นกับทุกคนให้มากขึ้น
รู้สึกชีวิตมีประโยชน์มากขึ้น จากที่ไม่เป็นมาก่อน
 
ได้เห็นรอยยิ้มป๊าจากที่ไม่ค่อยเห็น
รับรู้ได้ว่าเขาดีใจที่เราพยายามทำให้ทุกอย่าง
สัมผัสได้ว่าเขายอมแลกเปลี่ยนความคิดกับเรามากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ไม่ทั้งหมด
พอมองย้อนไป รู้สึกว่าเราโตขึ้นอีกขั้นแล้วสินะ
โตขึ้น จากที่แต่ก่อน ถ้าโดนใช้กวาดบ้านเราจะบอกว่า "เดี๋ยว" และก็ลืมมันไป
โตขึ้น จากแต่ก่อน ถ้าโดนดุหรือพูดจาไม่ถูกหูเรา เราจะกระฟัดกระเฟียด หรือเถียงคอเป็นเอ็น
 
แต่ตอนนี้เรายอมทุกอย่าง ไม่ต้องใช้ เราจะพยายามทำให้
พูดอะไร เราก็ฟัง อาจจะบ่นกลับบ้าง แต่ก็ไม่เถียง
ยอมทุกอย่าง จากที่ไม่เคยยอมใคร
ใจขอเพียงอย่างเดียว
ขอให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ
 
เหมือนจะดูดี.. แต่เราก็ยังรู้สึกว่าเรายังโตไม่พอ
ไม่พอที่จะดูแลใคร
เมื่อไหร่จะโตกว่านี้ว้า...
 
 
หลังจากมองดูตัวเอง
ก็หันไปมองน้องชาย...ถอนหายใจเฮือกเลยกุ
เป้..
พูดมากก็ว่ากูจับผิด
อยากจะบอกประโยคเดียว
"โตสักทีเหอะว่ะ"
 
จะโทษม๊าก็ไม่ได้ที่เลี้ยงตามใจซะ..
จะโทษป๊าก็ไม่ได้ที่ทำแต่งาน ไม่ค่อยพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับลูก
เพราะเราเองก็ถูกเลี้ยงมาแบบนี้เหมือนกัน..จนเกือบจะคิดเองไม่เป็น
ก็ถือซะว่า มันยังเผชิญโลกมาน้อย
ไม่เคยได้ออกจากบ้านมาดูแลตัวเองเหมือนเรา
(แต่แมร่งเสือกออกจากบ้านไปแดกเหล้าเคล้านารีกับเพื่อน)
กูยังภาวนาขอให้ม๊ายอมส่งมึงไปเกณฑ์ทหาร
ไม่ใช่ไม่รักน้อง แต่อยากให้มึงโตขึ้นกว่านี้ มีความคิดมากกว่านี้ หัดดูแลตัวเองได้แล้ว
(เดี๋ยวแมร่งผ่านมาอ่าน หาว่ากูด่ามึงอีก)
กูรู้นะ ว่ากูพูดอะไรไป มึงก็คิดในแง่ลบตลอดแหละ
เข้าใจ วัยรุ่นแมร่ง "ฮอร์โมนต่อต้านครอบครัว" ยังเยอะอยู่
 
ก็ภาวนาขอให้มึงคิดได้ ก่อนที่ทุกสิ่งอย่างมันจะสายเกินไปแล้วกันว่ะ
 
"โตสักทีเหอะมึง"
 
(ไอ้เป้ มึงคงคิดว่า แล้วกูล่ะโตแล้วงั้นสิ.. ขอบอก ว่า "ไม่ กูก็ยังไม่โต...เหมือนมึง แต่กูกำลังพยายาม...")
 
 ด้วยรัก และปรารถนาดี จาก พี่สาวมึง
 
 
 
!!!หากเพื่อนอ่านผ่านมาตรงนี้ไม่ต้องตกใจ กิฟพูด "มึงกู" ...เพราะใช้กับน้องชายคนนี้เพียงคนดียวจ้า!!!
 
 
 
24/04/2009

•°¤*อาจารย์งี้ก็มีด้วย*¤°•

24/4/2009
 
วันศุกร์ โดดเรียนวิชาพูด มานั่งเล่นเน็ต
หลังจากสอบวิชาจงเหอ(85) กับวิชาภาษาจีนโบราณไปเรียบร้อย
และกำลังจะสอบวิชาไวยกรณ์ในอีกไม่นานนี้
เรามานินทาอ.ดีกว่า (ก๊ากกก)
 
อ.ที่ดีๆถูกใจเรา เราก็ปล่อยท่านไป อย่าเล่นของสูง
อ.ที่ดีๆแต่ไม่(ค่อย)ถูกใจเรา ก็มาพูดถึงนิดหน่อยด้วยความคนึงหา เอิ๊กๆ
(ไหนๆเราก็เลือกเรียนเอกครู พูดถึง(?)อาชีพในอนาคต(?)หน่อยคงไม่เป็นไร อิอิ)
 
อ.สอนวิชาไวยกรณ์จีนปีสามเทอมสอง (ที่เรากำลังจะสอบในไม่นานนี้)
ชื่ออ. .....ไม่รู้อะ(เลวจริง ลูกศิษย์ไรวะ)
หน้าตา.. ปากแหลม หน้าเหมือนแม่ซุเนโอะในโดราเอมอน
การสอน ก็ดี สอนรู้เรื่อง ยิ้มบ่อย พูดช้าเนิบๆ เหมือนจะใจดี
แต่ถ้าถามคำถามแกปุบ แกจะดูใจร้ายขึ้นมาทันที
 
 
ตย.เพื่อนเรา คนอินโดผู้หญิงชื่อ หลี่จิ้งฮุ่ย เธอเป็นนร.ที่ขยันมาก
แล้วมีวันนึงเธอถามอ.เรื่องไวยกรณ์นี่แหละ
แล้วอ.แกตอบว่า "คำถามน่าเบื่อ ไม่มีใครเขาขบคิดปัญหานี้หรอกนะ....."
ขนาดเราไม่ได้เป็นถาม แต่นั่งอยู่ข้างกัน ได้ยินเต็มๆ ยังอึ้งแทน ส่วนเธอยิ้มๆแล้วก็ค่ะๆ
 
 
ส่วนอีกราย
คนอินโดผู้ชายชื่อ อวี๋ซื่อเฉียง แกก็ถามอ.ประมาณว่า..
คำนี้ใช้ในประโยคแบบนี้ได้ไหม ผิดไวยกรณ์ไหม
อ.แกก็สวนว่า "เรื่องนี้ ฉันสอนเธอมาตลอดอาทิตย์นึงแล้ว ยังไม่เข้าใจหรอ แล้วคำนี้ใช้แบบนี้ได้หรอ"
"แล้วตกลงใช้แบบนี้ได้ไหมครับ" (ยังคงถามย้ำ)
อ. "ฉันถามเธอ เธอยังกล้าถามฉันกลับอีกหรอ"
ทั้งห้องหัวเราะ
แต่เรา "....................." 
 
สรุปอ.ไม่พูดออกมาว่า ได้ หรือไม่ได้
เพื่อนเราก็ไม่รู้ว่าเข้าใจไปหรือยัง...
แต่เราถ่องแท้ตั้งแต่อ.แกสวนกลับประโยคแรกแล้วคร้าบบบบ
 
แบบว่า...
เพื่อนก็กล้าถามกลับนะ.... ส่วนอ.ก็กล้าตอบนะ...
แต่ไม่ต้องห่วงเพื่อนเราคนนี้
จนปัจจุบันนี้มันยังคงยิงคำถามใส่อ.เรื่อยๆ และก็โดนอ.สวนกลับมาเรื่อยๆ ฮา
จนถึงขนาดว่า
"อวี๋ซื่อเฉียง เธอนี่ยังไม่แก่แต่ความจำปลาทองจริงๆ"
 
 
ส่วนเรา... เคยมีคำถามที่อยากรู้เหมือนกัน
อ.สอนว่า "XX" คำนี้ทำภาคแสดงไม่ได้นะ
หลังจากนั้นไม่นาน อ.ก็ยกตย.ประโยคขึ้นมา ซึ่งประโยคนั้นมีภาคแสดงเป็น คำ"XX"พอดี
เราก็อ้าววว ขัดแย้งกันเองนะคะครู หนูงง...
ไหนว่าใช้เป็นภาคแสดงไม่ได้ แล้วไมประโยคนี้เป็นภาคแสดง? เก็บคำถามไว้ในใจ...
ระหว่างพัก เราก็สองจิตสองใจ จะถามอ.ดี หรือไม่ถามดี...
หันไปถามคนนั่งข้างๆ คือหลี่จิ้งฮุ่ย เผื่อเธอจะรู้
สรุป เธอก็ไม่รู้ และอยากรู้คำตอบเหมือนกัน บอกให้เราไปถามอ.
 
เพื่อนๆลองคิดสิ ไอ้กิฟจะกล้าไหม
กล้า กด ตุ๊ด
ไม่กล้า กด ตุ๊ดตุ๊ด(?)
 
แต่บอกเลยว่า ถ้าโดนอ.สวนมา เพื่อนคนนี้คงรับไม่ได้
 
เคยได้ยินหลายคนพูดว่า อายครูไม่รู้วิชา..
แบบว่าขอโทษค่ะ ไม่ได้อาย แต่แบบว่า...
 
หรือ หลายคนพูดว่า ถามไปเถอะ ไม่ถามก็ไม่รู้นะ
ไอ้กิฟคนนี้ขอยอมไม่รู้ละกันคร้าบบบบบ
- -'''
 
 
แต่แต่แต่
อย่าเข้าใจผิดว่าอ.ท่านนี้ไม่ดีนะ
อ.ท่านดีค่ะ (แต่บอกไม่ถูกว่าอะไรดี รวมๆแล้วดีละกัน)
ตั้งใจสอน แนะนำหนังสือเสริมที่ควรอ่าน
เรียกว่าจริงใจกับนร. .....ข้อดีเยอะค่ะ
แต่ข้อเสียนี้บังเกือบมิด...
(แต่ยังไงหนูรักอ.นะคะ อิอิ)
 
- -''''
 
 
Don't tell anyone Don't tell anyone Don't tell anyone Don't tell anyone Don't tell anyone Don't tell anyone